ลมเหมันต์

ยังเฝ้ารอ รักอุ่นไอ ในเหมันต์

2. รถไฟฟ้า

July16

เช้าแล้ว เสียงต่าง ๆ ประดังเข้ามาในโสตประสาท ราวกับทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนออกหากินในยามเช้า ใครกันเล่ากำหนดว่ามนุษย์เราต้องนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน? ผมอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ดังเช่นที่ทำมาตลอด 2 ปีหลังจากเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตที่ลายขวาง เหมือนที่คนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนใส่กัน กางเกงสีดำมัน รองเท้าหนังขัดเงา ทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ดูเหมือน “มนุษย์เงินเดือน”

ผมเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ราวกับต้องการวิ่งหนีออกจากมันไปให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมออกไปทำงานทุกวัน ก็เพื่อจ่ายชำระเงินกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อผ่อนมัน ผมต้องการมันจริงหรือ? ผมต้องการแบบนี้หรือ? แล้วผมก็เห็นฝูงชนที่ต่างพากันเร่งรีบหนีออกจากบ้าน ต่างก็ให้คำตอบกับผม “ใช่ พวกเราต้องการมัน มันคือความไฝ่ฝันที่ปราศจากการครอบครอบของพวกเรา”

1. เธอ

July12

เสียงรถดึงให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมงัวเงียมองหาที่มาของเสียง จนเหลือบไปเห็นรถบรรทุกขนาดย่อม กำลังจอดเทียบริมทางเท้าของบ้านหลังถัดไป ตัวรถเดิมน่าจะสีขาวสภาพเหมือนผ่านการใช้งานอย่างหนักมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้สีของมันดูเปลี่ยนไปบ้าง ด้านข้างตัวรถมีตัวหนังสือบอกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตัวใหญ่ชัดเจน ราวกับจะประกาศให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นรถรับจ้างขนของทั่วไป กะบะหลังรถเต็มไปด้วยกล่องใบเล็กใหญ่ซ้อนกันไว้จนเกือบเต็มพื้นที่

ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงลงมาจากรถทางด้านคนนั่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบ “เธอ”

ดูแล้วเธอคงกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปนี่เอง ก่อนหน้านี้มันไม่มีคนอยู่หรอกหรือ? ใครจะไปรู้ล่ะผมไม่เคยได้สังเกตุ ไม่ใช่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกผมคงไม่มีเวลาไปสังเกตุเรื่องอะไรแบบนี้หรอก ตื่นเช้าก็ต้องรีบออกไปทำการทำงาน ราวกับว่าเกลียดบ้านหลังนี้เสียเต็มประดา พอกลับมาก็เหนื่อยเกินไปสำหรับการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์แบบนั้น เราต่างมีสงครามของตัวเอง

เธอและลุงคนขับรถช่วยกันขนของอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ผมนั่งมองการขนลังกระดาษลงจากรถย้ายเข้าไปในบ้านอย่างไร้จุดหมาย รู้ตัวอีกทีลุงคนขับรถก็ไม่อยู่ในสายตาผมอีกต่อไป นอกจากเธอแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่เหลือก็เป็นเพียงภาพเบลอ ผมที่ดำตรงสลวยถูกปิดซ่อนบางส่วนไว้ในหมวกแก๊ปใบใหญ่ ผิวขาวนวลผ่องราวกับแสงจันทร์ รูปร่างกะทัดรัดอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ (สำหรับผม) แบบนี้ ถึงผมยังจะเห็นหน้าตาเธอไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมก็หลงใหลเธอจากอิริยาบถของเธอ

รักหรือ? คงไม่น่าจะใช่หรอกนะ  บางทีผมก็คิดว่าคำพูดที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกมันมีน้อยเกินไป หัวใจเราซับซ้อนกว่านั้น เอาเป็นว่าผมยังไม่ได้รัก แต่ไม่ใช่แค่ชอบธรรมดาแน่ ๆ

เก้าโมงแล้วลังกระดาษสีน้ำตาลลังสุดท้ายถูกยกออกจากรถโดยลุงขับรถที่ยังคงเป็นภาพเบลอ ๆ เธอคุยกับลุงขับรถสักพักแล้วลุงก็ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไป เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าหน้าบ้าน ไกวมันเล็กน้อย จากที่ดูในตอนนี้เธอคงมาอยู่คนเดียวแน่ ๆ แล้วญาติเธอล่ะ? เธอมีแฟนหรือยัง? ทำไมถึงออกมาอยู่ตัวคนเดียว? หลายคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบผุดขึ้นในใจผม เธอยังคงนั่งมองเหม่ออยู่อย่างนั้น ผมก็ยังคงนั่งมองเธอจากมุมนี้ ผมยังไม่รีบไปไหนหรอก ผมคงนั่งมองเธอนานตราบเท่าที่เธอยังอยากนั่งอยู่ตรงนั้น

แต่เธอก็ไม่ให้โอกาสผมทำความรู้จักกับเธอนานเกินไปนัก เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าบ้านไป ปล่อยทิ้งชิงช้าที่ยังคงแกว่งไกว ไว้กับผม ผมนั่งดูชิงช้าที่แกว่งไปมาจนกระทั่งมันหลับไหล จนกระทั้งมันไร้การเคลื่อนไหว จนกระทั่งตะวันลับลาจากไป

5. การลงทุน

November10

การลงทุน

“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” ในที่สุด ผมก็ถึงพิษณุโลก ผมดูนาฬิกาที่ผูกอยู่บนข้อมือที่บอกว่าตอนนี้เวลาตีห้าครึ่งแล้ว รวมเวลาที่ผมอยู่ในรถไฟประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลย

สถานีนี้มีคนลงน้อยมาก ไม่เกิน 5 คนเห็นจะได้ผมเดินวนรอบ ๆ สถานีแบบคนไม่รู้ทาง พยายามหาทางออก และกวาดสายตาดูรอบ ๆ เพื่อหารถรับจ้างให้ไปส่งผมที่สถานีขนส่งเพื่อเดินทางต่อไป ระหว่างนั้นผมเห็นน้องวัยรุ่นกลุ่มนึงซึ่งลงมาพร้อมกันก็ทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ ไม่ต่างจากผมเท่าใดผมเดาเอาเองจากที่เห็น ว่าเค้าคงมาเที่ยวเหมือนกัน

“พี่ ๆ ไปไหนครับ” เสียงชายสูงอายุคนนึงเข้ามาคุยกับผม ดูจากรถสามล้อถีบที่จอดใกล้ ๆ นั้นแล้วลุงแกน่าจะเป็นคนขับรถคันนั้นอย่างไม่ต้องสืบ

“ไปขนส่งครับ” ผมตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋าให้รัดกุมพร้อมเป็นสัญญาณว่าผมพร้อมจะเดินทางแล้ว

“มาเลยครับเดี๋ยวผมช่วยถือ” ชายสูงอายุยื่นมือมาช่วยผมถือเต๊นท์และนำทางผมไปขึ้นรถสามล้อถีบ

เมื่อผมขึ้นนั่งพร้อมสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ลุงคนขับรถก็ค่อย ๆ ถีบสามล้อคู่กายของเขาออกไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกมาอย่างเบา ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ

ผมนั่งมองข้างทางไปอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่ภาพเบื้องหน้าผมคือ ชายที่บนหัวมีเส้นผมสีดอกเลาที่มีถุงพลาสติกใสที่ครอบหัวไว้ใช้กันฝนแบบง่าย ๆ กำลังถีบสามล้อแบบมีหลังคา โดยมีผมเป็นผู้โดยสาร วิ่งมาเรื่อย ๆ ผ่านซอกซอยเล็ก ๆ อย่างชำนาญทาง แต่ร่างกายที่สั่นเทาราวกับจะบอกกับผมว่า ลุงแก่เกินไปที่จะถีบจักรยานโดยสารให้กับผมแล้ว ผมและสัมภาระหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี คงเพราะความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้ลุงต้องทำ  แต่อะไรคือความจำเป็นนั้น?

เมื่อคนเรามีลูก เราก็หวังว่าจะให้ลูกหลานเลี้ยงเรายามแก่เถ้า ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว ลูกคือสินทรัพย์อย่างหนึ่งของพ่อแม่ การมีลูกคือการลงทุนชนิดหนึ่ง ทั้งค่าเลี้ยงดู ค่าเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นการลงทุน ยิ่งถ้าเราลงทุนเยอะ เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงเช่นการส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ด้วยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำให้หน้าที่การงานดีกว่าที่จะเรียนในประเทศ

แต่การลงทุนมีความเสี่ยง สิ่งที่หวังไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง บางคนเรียนไม่จบ บางคนจบมาแล้วก็ตกงาน นอกจากไม่ให้ผลกำไรหรือคืนทุนแล้ว ยังจะเป็นภาระของพ่อแม่ต่อไปอีก

….

“ถึงแล้วครับพี่” รถสามล้อถีบหยุดลงที่หน้าสถานีขนส่ง ผมยังคงไม่ชินเท่าไหร่กับการที่มีใครสักคนที่อายุมากกว่ามาก ๆ มาเรียกผมว่า “พี่” แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรพร้อมก้าวลงจากรถอย่างว่าง่าย

“เท่าไหร่ครับลุง” ผมถามราคาค่าโดยสารที่พาผมมาถึงขนส่งโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

“40 บาทครับ” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม ผมยื่นธนบัตรฉบับละ 20 บาทให้ลุงไปสองใบก่อนขนสัมภาระลงมากองข้าง ๆ รถ

ลุงแนะนำผมต่อว่าให้ไปขึ้นรถคันไหนซื้อตั๋วที่ไหน และรถจะออกประมาณกี่โมง ผมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนจะชวนลุงคุยบ้าง

“ลุงยังแข็งแรงอยู่เลยนะครับ ยังถีบรถรับจ้างไหวด้วย”

“ผมถีบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้วครับ ผมชอบ วันไหนไม่ได้ออกมาถีบมันนอนไม่หลับ” ผมไม่แน่ใจว่าลุงหมายถึงรถหรือคน

“แล้วลูก ๆ ลุงล่ะครับ?”

“ลูกผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ใกล้จบแล้ว ผมก็อยากให้มันเรียนจบเร็ว ๆ จะได้มีงานดี ๆ มีเงินดี ๆ จะได้หมดห่วงกันไปซะที” ลุงพูดด้วยหน้าตาภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าจบแล้วลุงจะให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ ลุงจะได้เลิกถีบรถซะที” ผมพยายามดึงเข้าประเด็น

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก แค่ให้มันเรียนจบมีการมีงานทำลุงก็พอใจแล้ว ลุงอยู่นี่ไม่ต้องใช้อะไรมาก พอกินพอใช้อยู่แล้ว สบายสบาย แค่ว่าง ๆ ก็มาเยียมกันบ้าง และตอนลุงตายให้มันมาเผาผีลุงก็พอ” รอยยิ้มก่อนเดินจากไปที่ผมเห็นนั้น ทำให้รู้ได้เลยว่าลุงพูดความจริงแค่ไหน การสนทนานี้ทำให้ผมไม่แน่ใจเรื่อง “ลูก กับการลงทุน” ซักเท่าไหร่ มีด้วยหรอกับการหว่านพืชไม่หวังผล มีด้วยหรอกับการลงทุนโดยไม่หวังผลกำไร?

ผมหวังว่าซักวันถ้าผมมีลูก ผมคงเข้าใจมากกว่านี้

ในขณะที่ผมเดินหาช่องจองตั๋วรถทัวร์เพื่อต่อรถไปยังชาติตระการ มีเสียงใส ๆ ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งดังเข้ามาในหูของผม

“เอ่อ.. พี่ไปภูสอยดาวหรือเปล่าคะ?”

ในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ผู้ร่วมทางใหม่เพิ่มอีก 3 คน

4. อดีตหรืออนาคต

October16

อดีตหรืออนาคต

รถไฟแล่นผ่านไป สถานีแล้ว สถานีเล่า ตีสามแล้วฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังคงเห็นบ้านเรือนริมทางรถไฟเป็นระยะ ๆ ผมชอบที่จะมองบ้านริมทางโดยเฉพาะบ้านชั้นบน เมื่อเรามองผ่านเข้าไปในหน้าต่างแล้วเห็นแสงของหลอดไฟสว่างไสวอยู่ ไม่ว่าเป็นหลอดไฟทังเสตน หรือฟลูโอเรสเซนส์ ไม่ว่าจะสีส้ม หรือสีขาว มันทำให้ผมรู้ว่าที่ตรงนั้น ยังมีคนบางคน ทำอะไรบางอย่างอยู่ อาจจะดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกันระหว่างครอบครัว  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดวงไฟนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และรู้สึกเหงาในเวลาเดียวกัน อบอุ่นที่ผมก็มีไฟดวงนั้น และเหงาที่ไฟดวงนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้

มีคนบอกว่า “เมื่อเราเดินทางใกล้ ๆ เช่นนั่งรถกลับบ้าน เราจะนึกถึงแต่เพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ถ้าเราออกเดินทางไกล เราจะนึกถึงอดีตที่ผ่านมาในชีวิต” เห็นจะเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าเราอยู่คนเดียว ผมคิดว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะเราเห็นสองข้างทางที่วิ่งผ่านเราไป ทำให้เราหวนนึกถึงอดีตมากกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคต ทั้งที่จริงๆ แล้ว “อนาคตก็คืออดีตที่ยังมาไม่ถึง” บางคนอาจจะเลือกที่จะมีความสุขหรือทุกข์อยู่กับอดีต แต่บางคนก็เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตแม้รู้ว่าสักวันมันจะกลายเป็นอดีตก็ตาม และยิ่งถ้าเรามีอดีตที่เราทำผิดพลาดไป หรือเกิดเรื่องผิดหวังขึ้น เราก็จะยิ่งพยายามลืมมัน แล้วพยายามทำอนาคตให้ดีขึ้น โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เราลืมหรือลบล้างความผิดในอดีตได้ แต่ความจริงแล้ว อนาคตคือสิ่งที่เราอยากเป็น แต่อดีตมันคือสิ่งที่เป็นเรา การที่เราพยายามลืมอดีตมันอาจเป็นการพยายามลืมตัวตนของตัวเองอยู่ก็ได้

แต่จะให้ดีแล้วเราควรจะอยู่กับ “ปัจจุบัน” ให้มากไว้น่าจะดีกว่า เพราะ “ปัจจุบัน” มันอยู่กับเราเพียงแค่แป๊ปเดียว ไม่เหมือนอนาคตและอดีต ที่จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

“สถานีพิจิตร ท่านผู้โดยสารที่ต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ก่อนลงจากขบวนรถ” สิ้นสุดเสียงประกาศ ผมมองกลับหลังไปหาเพื่อนร่วมทางที่ฝากฝังให้ปลุกเธอที่สถานีนี้ เธอยังคงหลับอย่างที่ผมคิดไว้ ผมลุกไปสะกิดเธอให้ตื่น เธอโบกมือลาโลกแห่งความฝัน แล้วค่อย ๆ ลืมตากลับมาสู่โลกแห่งความจริง เธออาจจะไม่มีเวลาแม้จะกล่าวทักทายกับผมเพราะเธอต้องรีบหิ้วกระเป๋าของเธอ แล้วหันมายิ้มให้ผมพร้อมพูดในใจว่า “ขอบคุณที่ช่วยปลุกค่ะ” แล้วรีบก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผมก่อนที่มันจะแล่นไปข้างหน้าอีกครั้ง พร้อมกับผู้ร่วมทางที่น้อยลงไปอีก 1 คน

อดีตหรืออนาคต

3. วงกลม

October12

วงกลม

ชึ่ก กะ ชั่ก ชึ่ก กะ ชั่ก เสียงรถไฟวิ่งไปท่ามกลางในความมืด เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่พยายามยังไงก็หลับไม่ลง อาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ที่ผมนั่งมันไม่เหมาะสำหรับการนอน หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่ง่วงก็เป็นได้ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศรอบข้างมืดมิดวังเวง มีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนบางหลังริมทางรถไฟ ส่องแสงให้เห็นเป็นระยะ ๆ

ผมเลื่อนบานหน้าต่างปิดลงมา เนื่องจากฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นและอากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว มีพนักงานเดินผ่านไปมาเป็นช่วง ทั้งขายน้ำ ขายข้าว ผมซื้อเพียงน้ำเปล่า และเบียร์เย็น ๆ โดยหวังว่าเบียร์จะทำให้ผมหลับได้ง่ายขึ้น

ในขณะผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยผมก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีอะไรบางอย่างมาสัมผัสที่หัวไหล่ผม! เร็วเกินไปหรือเปล่าที่ผีจะออกมาตอนเที่ยงคืน แต่แล้วผมก็โล่งใจเมื่อหันไปเห็นว่าเป็นผู้หญิงรูปร่างท้วมคนนึงที่นั่งถัดไปจากผมนี่เอง

“น้อง น้อง … น้องลงที่ไหน?” เธอถามผม

“เอ่อ พิษณุโลกครับ” ผมตอบไปแบบงงงงปนระแวง

“งั้นถ้าถึงสถานีพิจิตร บอกพี่ด้วยนะ เผื่อพี่หลับน่ะ” เธอพูดพลางยิ้มให้พองามก่อนผละจากไปนั่งที่เดิม

“ครับ” ผมรับปากแบบไม่แน่ใจว่าสถานีพิจิตรมันอยู่ตรงไหนของโลก แต่คงจะถึงก่อนสถานีพิษณุโลกแน่ ๆ

เป็นเพื่อนร่วมทางในรถไฟขบวนนี้คนแรก ที่เอ่ยปากคุยกับผม และผมดูจากท่าทางและการพูดแล้ว เธอคงเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้อยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะวานคนแปลกหน้า แถมหน้าโหดอย่างผมเป็นหูเป็นตาให้ยามเธอหลับไหล

ทำไมเธอถึงไว้ใจผม?

“อย่ามองคนจากภายนอก” ประโยคนี้เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เล็กเนื่องด้วยในทางทฤษฏีแล้ว ถ้าเรามองคนจากภายนอกแต่เพียงภายนอกเราอาจจะถูกสิ่งที่ตาเราเห็นหลอกเอาได้ เช่นบางคนหน้าตาสวยแต่นิสัยข้างในแย่ หรือคนแต่งตัวดีดูภูมิฐาน ก็อาจเป็นคนที่ร้ายได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง ฉะนั้นเราจึงมีทฤษฎีที่สวยงามที่บอกให้เรามองคุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ข้างในของคน ๆ นั้น

แต่..

ในทางปฏิบัติแล้ว เราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าข้างในเขาเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ก้าวเข้าไปในโลกของเขา และนั่นอาจเป็นการเสี่ยงเกินไปกับความปลอดภัยของเรา เราจึงทำได้เพียงเดานิสัยกันจากภายนอก และเราจะก้าวเข้าไปหรือให้เค้าก้าวเข้ามาก็ต่อเมื่อเราคิดว่าปลอดภัย

โลกของแต่ละคน ขนาดไม่เท่ากัน โลกของเราไม่ได้มีขนาดเท่าดาวเคราะห์ที่ชื่อโลก แต่มีขนาดเท่ากับที่ที่เราอยู่ ที่ที่เราเคยไป ที่ที่เราเคยเห็น ที่ที่เราเคยรู้จัก และในโลกของเรานั้นยังมีสิ่งที่เราใช้เป็นตัวแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของเรา ที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามา ถ้าเราไม่อนุญาติ มีคนเรียกพื้นที่ส่วนตัวนี้ว่า “วงกลม”

วงกลมของเราอาจจะมาสัมผัสกัน หรืออาจจะซ้อนทับกัน ก็ต่อเมื่อเราต่างอนุญาติ และในส่วนที่ซ้อนทับกันนั้น เป็นที่ ๆ เราสามารถใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันได้ (นึกภาพวงกลมซ้อนทับกันของช่อง 7 สี) และเมื่อมีการซ้อนทับกันแล้ว มันมักจะกินพื้นที่ของวงกลมไปเรื่อย ๆ อย่างที่เราไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเราก็เหลือพื้นที่ในวงกลมนั้นน้อยเกินไปเสียแล้ว นั่นหมายถึงอิสระของการใช้พื้นที่ในวงกลมที่ลดน้อยลงด้วย

เมื่อเราเพิ่งเจอกัน เราอาจอยากจะใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันให้มากที่สุด ตื่นเช้ามาต้องโทรหา ก่อนนอนต้องโทรบอก เลิกงานต้องไปกินข้าวด้วยกัน วันหยุดต้องไปเที่ยวกัน ต้องพยายามเจอกันทุกวันทำทุกอย่างในชีวิตร่วมกันให้มากที่สุด จนวันนึงเรามีวงกลมซ้อนทับกันจนเกือบเต็มวง แทบทุกสิ่งในชีวิตเราซ้อนทับกันเกือบสมบูรณ์ เราไม่สามารถใช้เนื้อที่ในวงกลมไปทำอย่างอื่นได้อีกแล้ว หรือเราอาจเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า “ราหูอมจันทร์” เมื่อส่วนซ้อนทับกันที่เคยสวยงาม กลับกลายเป็นด้านมืดที่บดบังความสว่างให้เหลือเพียงเสี้ยวเดียว ถึงตอนนั้นมันอาจสายเกินไปที่จะทำให้วงกลมนั้นคลายตัวออก เพื่อที่จะเหลือพื้นที่ส่วนตัวให้เราได้ใช้

จะดีกว่าไหมถ้าเราเหลือที่ส่วนตัวไว้ให้กัน ให้มากพอที่จะไล่ตามความฝัน ให้มากพอที่จะใช้ออกไปขยายพื้นที่โลกของเราให้กว้างขึ้น แต่ก็ให้ส่วนที่ซ้อนทับกันมากเพียงพอที่จะยึดวงกลมสองวงไม่ให้หลุดลอยไปจากกัน

รถไฟจอดที่สถานีลพบุรี ผมดึงสติที่ล่องลอยให้กลับมาในโลกปัจจุบัน ผมหันไปมองผู้หญิงที่วงกลมของเราเพียงแค่สัมผัสกันเล็กน้อย ผมเห็นเธอนอนหลับอย่างที่เธอได้พูดไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ หลับอย่างไร้ความกังวลกับสิ่งต่าง ๆ บนรถไฟขบวนนี้ หรือไร้ความกังวลบนโลกของเธอ.. โลกใบเล็กที่ไม่ดูคนแต่เพียงรูปกาย

วงกลม

2. รถไฟ

October9

รถไฟ

ผมไม่รู้ว่าทำไมรถที่เป็นขบวนอยู่บนราง จึงถูกเรียกว่า “รถไฟ” อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมันวิ่งด้วยพลังงานถ่านหิน มีควันไฟตลบอบอวลตลอดเวลาละมั๊ง ผมนั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตคือนั่งไปอยุธยา ตั๋วรถไฟในตอนนั้นเป็นกระดาษแข็งสีแดงอมส้ม บอกจุดหมายปลายทางไว้อย่างชัดเจน ผมยังคงเก็บมันไว้ในกล่องความทรงจำของผมในห้องนอนที่บางคนมาเห็น อาจเผลอเรียกมันว่า “กล่องขยะ” แต่มันก็เป็น ขยะแห่งความทรงจำ ที่นำมารีไซเคิลได้ทุกเมื่อที่ผมต้องการ

รถไฟคือศูนย์รวมการเดินทางชนิดหนึ่ง เป็นที่ ๆ ผู้คนที่มี “จุดหมายปลายทาง” ใช้มันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แม้จุดหมายแต่ละคนจะต่างกัน แต่เราก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้เหมือนกัน เราต่างก็เป็น “นักเดินทาง” แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ผมมองเห็นผู้ชายวัยรุ่นนั่งแถวหลัง ไม่มีกระเป๋าสักใบติดตัว ผมเดาเอาเองว่าจุดหมายเค้าคงอยู่ใกล้ ๆ ที่พัก หรืออาจจะกำลังกลับที่พัก ถัดจากนั้นไป 1 แถว ผมเห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมเสื้อแดง พร้อมกระเป๋าใบโต เค้าคงกำลังจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่รถไฟขบวนนี้ผ่านแน่ ๆ หลังจากนั้นอีก 2 แถว ผมเห็นเด็กวัยรุ่น 3 คนกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ข้าง ๆ มีกระเป๋าเป้กองซ้อนกันอยู่หลายใบ ดูแล้วคงออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อรถไฟแล่นถึงสถานีดอนเมือง ผู้ชายวัยกลางคนก็ก้าวขึ้นมาเพิ่มจุดหมายให้รถไฟขบวนนี้อีก 1 คน ดู ๆ แล้วคงนั่งรถไฟกลับบ้านอีกเช่นกัน

ต่างวัตถุประสงค์ ต่างจุดหมาย แต่เราทุกคนก็อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน ถึงแม้เราจะไม่ได้พูดคุยกันแต่เราต่างรู้ว่าเราอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน

“ไม่ต่างกันเลยกับชีวิตของเรา”

การเดินทางในชีวิตเราที่ผ่านมา มีผู้ร่วมทางมากมาย บางคนก็จำต้องจากไปเมื่อถึงทางแยกไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เต็มใจ เพื่อไปตามจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ บางคนก็อยู่ร่วมขบวนเดินทางกับเรามานานแต่ยังไม่ถึงจุดหมายซักที บางคนก็เพิ่งเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา และบางคนก็ยังคงเดินทางอยู่ในขบวนเดียวกันกับเรา ถึงแม้เราจะไม่เคยรู้จัก แต่เรารับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของคนคนนั้น

เมื่อเราอยู่ในวัยเรียนเรามีเพื่อน เรามีความทรงจำดี ๆ ด้วยกัน พอถึงเวลาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โลกใบเก่าของเรากว้างขึ้น เราก็ต้องแยกจากกันไปตามทางแยกนั้นอีก ทิ้งไว้เพียงความทรงจำดี ๆ  แต่เพียงไม่นานเราก็ได้ผู้ร่วมทางใหม่ ๆ มานั่งบนเก้าอี้ที่ว่างตัวนั้น และพยายามแกล้งทำเป็นว่า เพื่อนร่วมทางที่มาใหม่นั้น สามารถทดแทนเพื่อนร่วมทางที่หายไปได้  เมื่อเรียนจบเราก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงาน เราก็ต้องแยกจากกันอีกตรงทางแยกนั้น แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตของเราอีกอยู่ดี

เป็นอย่างนี้ไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าเราพบกัน เพื่อรอวันลาจาก?

นั่นเพราะเราทุกคนต่างมีจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ เราอาจจำเป็นต้องแลกกับการจากลาเพื่อนร่วมทาง เพื่อก้าวไปตามทางที่เราตั้งเป้าไว้ หรือบางคนอาจละทิ้งจุดหมายหรือความฝัน เพียงเพื่อที่จะร่วมเดินทางสายนั้นกับใครบางคน

ถึงตอนนี้ เราเคยหยุดคิดบ้างไหม ว่ามีผู้ร่วมเดินทางในทางรถไฟสายที่เราเรียกว่าชีวิต กี่คน? มีคนแยกไปตามทางตัวเอง กี่คน? มีคนร่วมทางเข้ามาใหม่ กี่คน? มีใครบ้างที่สัญญาว่าจะร่วมทางไปกับเราตลอดไปแต่กลับเดินจากเราไป อาจารย์คนแรก เพื่อนสนิทที่สุดตอนประถม เพื่อนที่เคยขโมยยางลบเรา เพื่อนโดดเรียนกับเรา คนที่เราเคยแอบชอบ

คงมีไม่น้อยที่เราหลงลืมเพื่อนร่วมทางเหล่านั้นไปจากความทรงจำ และคงมีไม่น้อยที่หลงลืมเราเช่นกัน

มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าเราถูกใครบางคนนั้นลืมไปจากความทรงจำ และคงเศร้ายิ่งกว่าถ้าเรายังจำเค้าได้ไม่เคยลืม

ผมยังคงเชื่อว่า “จุดหมาย” ไม่ได้สำคัญไปกว่า “ระหว่างทาง” ฉะนั้นอย่าปล่อยให้จุดหมายมาทำให้สิ่งที่อยู่ระหว่างทางของเราด้อยค่าลง จนลืมเลือนมันไป เพราะจริง ๆ แล้วในการเดินทางบางครั้งเราใช้เวลาอยู่กับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “จุดหมาย” ด้วยซ้ำไป

“สถานีต่อไป จุดหมายของคุณ ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาร่ำลาผู้ร่วมทางของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ”

สิ้นสุดเสียงประกาศของสถานีรถไฟ ผมเหลือบเห็นชายวัยกลางคนที่ขึ้นมาคนสุดท้าย ก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผม

รถไฟ

1. กระเป๋าเดินทาง

October8

กระเป๋าเดินทาง

“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” เสียงประกาศจากสถานีรถไฟ ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์

สัมภาระทั้งหมดของผม อยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมตั้งแต่สถานีที่แล้ว ผมจึงไม่ตื่นเต้นเท่าใดนัก

ผมแบกกระเป๋าทั้งหมด ก้าวลงจากรถไฟอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เนื่องจากที่มีกระเป๋าสัมภาระมากมายหลายใบ

“พิษณุโลก” ป้ายสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ช่วยตอกย้ำผมอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผมลงไม่ผิดสถานี

แต่สถานีรถไฟพิษณุโลก ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผม หากแต่เป็นเพียงทางผ่าน เป็นเพียงสิ่งระหว่างทางก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่เป็นภูเขาสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย

ใช่แล้ว!

ผมกำลังเดินทางไป “ภูสอยดาว”!

เย็นวันพุธวันหนึ่ง เป็นวันพุธที่เหมือนกับวันพุธในทุกสัปดาห์ ขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันใกล้บ้านแห่งหนึ่ง

“เราทุกคนมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง”

ผมสะดุดกับคำสั้น ๆ ที่ฟังเหมือนคำพูดธรรมดาทั่วไป แต่มันจุดไฟที่เคยดับไป ให้ติดขึ้นมาอีกครั้ง

หลายวันมานี้ ผมอยากไป “ภูสอยดาว” มาก เนื่องด้วยรู้มาว่าเป็นภูที่ขึ้นยากที่สุด โหดที่สุด หินที่สุด และยังสวยงามมาก ๆ อีกด้วย ผมหลับตานึกภาพตัวเองนอนหลับสบายบนเปลญวณท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากสีบนภูเขา มีผีเสื้อตัวน้อย ๆมากระซิบหยอกกันข้าง ๆหู เสียงต้นสนสามใบไหวเอนตามสายลมเย็น ดอกหงอนนาคผลิบานล่อแมลงเต็มภูเขา

แต่แล้วไฟของผมก็แทบจะดับลงเมื่อเอ่ยปากชวนใคร ก็มักจะได้คำตอบที่มีเหตุผลร้อยพัน  แต่สุดท้ายก็สามารถสรุปได้เพียงว่า “ไม่ไป” หรือ “ไปไม่ได้”

เราทุกคนต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง อาจจะมีบ้างที่บางคนมีกระเป๋าเดินทางคล้าย ๆ กัน แต่คงไม่มีทางที่กระเป๋าเดินทางของเราจะเหมือนกันไปซะทุกจุด บางคนมีกระเป๋าเดินทางใบเล็ก บางคนใบใหญ่ บางคนติดสบายหน่อยก็เป็นกระเป๋าแบบมีล้อลาก บางคนชอบลุย ๆ หน่อยก็เป็นกระเป๋าแบบเป้สะพายหลัง บางคนชอบถือเอง บางคนชอบให้คนอื่นถือให้ บางคนเลือกกระเป๋าด้วยตัวเอง ส่วนบางคนเลือกที่จะให้ผู้อื่นเป็นคนเลือกให้

เมื่อผมอ่านหนังสือจบ ผมตัดสินใจออกเดินทางเพียงคนเดียว ในเมื่อตอนเราเกิด เรายังกล้าเดินทางไกลข้ามโลกด้วยตัวคนเดียวได้ ทำไมแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร เราจะไปไม่ได้

ผมกลับบ้านจัดกระเป๋าเดินทางของตัวเองอีกครั้ง

จัดเตรียมเต๊นท์ แผ่นรองนอน ถุงนอน ชุดทำอาหารเดินป่า ไฟฉาย ขันน้ำ ถ่านไฟฉาย มีดเดินป่า และอื่น ๆ ที่จำเป็นลงกระเป๋าเดินทางของผม

กระเป๋าเดินทางของผม แม้มันไม่ใหญ่โตนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะบรรจุสิ่งของที่จำเป็นลงไปได้หมด และแน่นอน มันยังเหลือที่เพียงพอที่จะใส่ภูสอยดาวลงไปได้อย่างสบาย ๆ

ผมถึงหัวลำโพงเวลา 3 ทุ่ม 55 นาที ผมซื้อตั๋วรอบสุดท้ายสี่ทุ่ม ราคาสองร้อยกว่าบาท ผมไม่มีเวลาแม้จะเข้าห้องน้ำหรือเตรียมตัวอะไร ทำได้เพียงร่ำลาป๊าอย่างรีบ ๆ ที่มาส่งผมที่สถานีรถไฟ

เมื่อผมก้าวเท้าทั้งสองข้างขึ้นบนรถไฟ รถไฟออกตัวทันที ราวกับรถไฟทั้งขบวนหยุดรอผมเพียงคนเดียว

ตั๋วรถไฟที่ผมซื้อเป็นตั๋วรถไฟชั้นสาม คือเป็นรถไฟพัดลม ไม่ใช่รถนอนอย่างที่ผมคิดไว้แต่แรก

รถไฟขบวนนี้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารซักเท่าไหร่ ผมเดินไปจนถึงโบกี้ที่ 5 ตามตั๋วที่ผมซื้อไว้ ผมประมาณด้วยสายตาโบกี้นี้มีคนอยู่ราว 6 คน ผมเดินตรงเลือกที่นั่งหน้าสุด ห่างไกลผู้คนพอประมาณ คงเพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวมากหน่อย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อนซักงีบบนรถไฟก่อนที่จะต้องเดินลุยขึ้นภูในวันรุ่งขึ้น

ผมวางของทั้งหมดแล้วนั่งพักให้หายเหนื่อย ตรวจสัมภาระอีกครั้ง

ก่อนมองรอบ ๆ ตัว แล้วถามตัวเองว่า “กูมาทำไม?”

กระเป๋าเดินทาง

ภูสอยดาวในกระเป๋า

October8

ภูสอยดาวในกระเป๋า

เรื่องสั้นทดลอง

โดย ลมเหมันต์


Lom Haeman