ลมเหมันต์

September 21, 2011

พระอาทิตย์ของฉัน

Filed under: เรื่องทั่วไป — Tags: — ลมเหมันต์ @ 5:33 pm

การดูพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกนั้น จัดเป็นความรื่นรมย์ชนิดหนึ่งของคนเมือง เนื่องจากเราจะหาดูมันได้ยากเต็มที ไม่ว่าจะทั้งตึกระฟ้าหรือทั้งเมฆหมอกกลุ่มควันที่พยายามบดบังมันทั้งยามเช้าและยามเย็น

ใช่, ยามพระอาทิตย์และยามที่มันกำลังจะลับขอบฟ้านั้น มันช่างดูสวยงามจับใจ สีโทนร้อนจากแสงอาทิตย์สาดส่องผสมกลมกลืนกับสีโทนเย็นของท้องฟ้าได้อย่างลงตัว ราวกับพระเจ้าได้บรรจงใช้ภู่กันวาดมันลงบนเฟรมผ้าใบผื่นกว้าง

จริงอยู่ ไม่เคยมีวันไหนท้องฟ้าเหมือนกัน แต่มันก็สวยจับใจเราในทุก ๆ วัน

มีใครสักกี่คนที่จะตั้งคำถามอย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่า ทำไมเราไม่ชอบมองพระอาทิตย์ตอนที่มันส่องแสงอย่างเต็มที่บนหัวเรา พระอาทิตย์ก็ดวงเดิม ฟ้าก็ผืนเดิม และแน่นอน ดวงตาที่ใช้มองก็คู่เดิม

คำตอบง่าย ๆ เห็นทีจะเป็น “ก็เพราะมันแสบตา”

แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่านั้น ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากดวงอาทิตย์ นอกจากมีขึ้นมีตกแล้ว เรายังเรียนรู้จากดวงอาทิตย์ได้อีกว่า ยามที่มันส่องแสงแสดงอำนาจมันอย่างเต็มที่นั้น มันช่างไม่น่าสบตาเอาเสียเลย

ใช่หรือไม่ว่าคล้าย ๆ กับอำนาจบารมีของคนเรา ยิ่งใช้มาก ยิ่งมีคนสบตาเราน้อยลง

เราควรมียามเช้า ยามเย็น ยามกลางคืนของชีวิตบ้าง

จริงอยู่ว่าเราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเปล่งแสงกันแต่พอดี ยึดเอาความสุขของผู้คนรอบตัวมากกว่าความสว่างเท่าที่เราอยากมี

ในทรรศนะของข้าพเจ้า พระอาทิตย์น่ะ มีดวงเดียวก็พอ

ลมเหมันต์

February 22, 2011

หากเราต้องตายจากกัน

Filed under: เรื่องทั่วไป — ลมเหมันต์ @ 2:44 pm

บ่ายวันหนึ่งขณะที่นั่งรถ กลับจากสะเมิงมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วต้องผ่านถนนเล็กขนาด 2 เลนเพื่อจะไปเข้าซุปเปอร์ไฮเวย์รถก็ชลอตัวจนเกือบจะหยุดนิ่ง ผมก็เริ่มที่จะมองหาสาเหตุของการจราจรที่กำลังจะติดขัด

เปล่า ผมไม่ได้รีบไปไหนถึงขนาดที่ว่ารถติดแค่นี้ก็ต้องกระวนกระวาย คงเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นเชิงวิชาการมากกว่า

รถ แต่ละคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามคันข้างหน้าไปอย่างช้า ๆ เสียงของพี่ดี้ผู้รับหน้าที่เป็นคนขับรถก็พูดขึ้นมาว่าสงสัยรถจะชนกัน ไม่ต้องสงสัยเลยเพราะเมื่อผมก็ชะโงกหน้าไปดูก็เห็นรถกระบะจอดกีดขวางถนนอยู่ มีตำรวจนายหนึ่งยืนคุยกับชายที่คาดว่าเป็นเจ้าของรถกระบะ ไม่ไกลกันนั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เละจนดูคล้ายเศษเหล็กกองอยู่ริมทาง และที่ทำให้คนในรถต้องเบือนหน้าหนีคือ ร่างของชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน ถึงไม่มีใครบอกก็พอจะรู้ว่าน่าจะเป็นอดีตของเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่กองอยู่ ข้างทางคันนั้นอย่างแน่นอน

รถของเรายังไม่ทันจะเคลื่อนไปไหน เจ้าหน้าที่จากรถพยาบาลก็นำหนังสือพิมพ์มาปิดร่างของชายผู้นั้น

ถึงจะไม่ใช่ตำรวจ ทหาร ที่ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงจะมีสิทธิ์ใช้ธงชาติคลุมร่างกายที่ไร้ลมหายใจของตัวเอง

แต่มันดูไร้ค่าเกินไปหน่อยหรือไม่ที่เราเลือกที่จะใช้หนังสือพิมพ์ห่มคลุมให้กับคนสามัญธรรมดา

นี่เรากำลังพูดถึงคน ไม่ใช่หมาข้างถนน ใช่หรือไม่ว่าเขาควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าหนังสือพิมพ์รายวัน

ใน ขณะที่ผมยังคงนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยรถก็มาติดอีกทีตรงช่วงจังหวัดลำปาง เนื่องจากอุบัติเหตุอีกราย เป็นมอเตอร์ไซค์ถูกรถชน เหตุการณ์น่าจะเพิ่งเกิดรถพยาบาลยังมาไม่ถึง มีร่างของหญิงคนหนึ่งนอนแน่นิ่งบนถนน ข้าง ๆ มีข้าวของเกลื่อนถนน เท่าที่เห็นก็เป็นพวกผัก กับข้าวต่าง ๆ

ตำรวจทำได้เพียงรอรถพยาบาลอยู่ข้าง ๆ ร่างไร้สติร่างนั้น

คง มีใครที่รอกับข้าวที่เธอเตรียมเอาไปให้กินอยู่ที่บ้าน และเขาเหล่านั้นคงได้รับข่าวร้ายแทนที่จะได้รับกับข้าว ได้กินน้ำตาแทนที่จะได้กินน้ำแกง

ผมตอบไม่ได้หรอกว่า วันคืนหลังจากนั้นชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร รู้แค่ว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราทุกคนต้องตาย แต่ใครเล่าจะทำใจรับมันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะถ้ามันมาอย่างกระทันหันเช่นนี้

กับเรื่องที่อาจจะเกิด เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เรายังมีการซ้อมรับมือกับมันอยู่บ่อย ๆ

แล้วกับเรื่องที่แน่นอนอย่างความตายล่ะ เราเคยซ้อมรับมือกับมันหรือไม่?

เพียงแค่ก่อนนอนยังโทรศัพท์ออดอ้อนร่ำลากันเป็นชั่วโมง หรือก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศยังต้องร่ำลากันเป็นวัน ๆ

หากถึงขั้นเราต้องตายจากกันล่ะ ต้องร่ำลากันแค่ไหนมันจึงจะรู้สึกเพียงพอ?

พูด ก็พูดเถอะต่อให้เราซ้อมมันบ่อย ๆ แต่กับสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ ใครเล่าจะไม่โศกเศร้ากับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคนที่เรารักและผูกพัน

สิ่งเหล่านี้คงไม่ได้ช่วยให้เราไม่เศร้า แต่คงช่วยบรรเทาความเสียใจได้บ้าง

ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงไม่ทะเลาะกัน

ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงกอดกัน

ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงบอกรักกัน

ความคิดวนเวียนพร่ำเพ้อรำพึงรำพันอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา และบางคนถึงขั้นใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้

ใช่หรือไม่ว่าความตายไม่ได้สร้างปัญหาให้กับคนที่ตาย แต่มันสร้างปัญหาให้กับคนที่ยังอยู่ต่างหาก

โลกที่โหดร้ายในตอนนี้ทำให้ความตายมันใกล้ตัวเรามากเกินกว่าจะละเลยไม่คิดถึงมัน

สิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้ ก็แค่หันกลับมามองคนที่เรามีอยู่ในชีวิตแล้วนึกถึงวันที่ไม่มีเขา

เราจะทำอะไร หากพรุ่งนี้เราต้องตายจากกัน

ลมเหมันต์

October 6, 2010

ถือศีล กินเจ

Filed under: เรื่องทั่วไป — Tags: — ลมเหมันต์ @ 7:40 pm

การถือศีลกินเจ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมาช้านาน

เราอาจจะไม่ให้ความสนใจกับเรื่องถือศีล แต่เราทุกคนจริงจังกับการไม่กินเนื้อสัตว์
ช่วงเวลานี้เราพร้อมที่จะหันไปบริโภคอาหารจำพวกพืชผักผลไม้แทน
จิตใจได้บุญ ร่างกายได้ประโยชน์ และสัตว์บางประเภทก็ได้ยืดเวลาตาย
ให้มันได้มีเวลาบอกลาเพื่อนฝูง มีเวลาบนโลกนี้ยาวนานขึ้น, แน่นอน สุดท้ายก็ต้องตาย

ผมเคยสงสัยว่า กินเจเรากินไข่ไก่ไม่ได้ เพราะถ้าเรากินก็ต้องมีชีวิตหนึ่งที่ต้องสังเวยไป
แต่นมวัวล่ะ? ในเมื่อเราไม่ต้องไปตัดนมมันมา หรือไปฆ่ามันเพื่อเอานม  เหมือนฆ่าช้างเพื่อเอางา
แม้กระทั่งผักบางชนิดก็ยังไม่สามารถกินได้
แต่แม้ว่าใครจะมีคำถาม เราก็ยังคงปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัด
นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความศรัทธา”

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัดว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช
โดยดูจากลักษณะกราม ฟัน เล็บ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกินเนื้อ
การกลับมากินพืชเหมือนอย่างบรรพบุรุษของเรา ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

ย้อนกลับไป เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ต้นไม้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติที่เป็นผู้ให้กำเนิด แต่พอนานวันเข้าต้นไม้ก็แพร่พันธุ์กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เหมือนดังโรคผิวหนังของโลก มันกระจายอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้าโลกก็ถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าพืช

ถึงตอนนั้น คาร์บอนไดออกไซด์มีน้อยเกินไปสำหรับจำนวนพืชทั้งหมด
เมื่อธรรมชาติรู้ปัญหา ธรรมชาติก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา ให้เปลี่ยนออกซิเจนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และให้คอยกินพืชเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีเยอะเกินไป
ธรรมชาติหาทางออกได้เสมอ

แต่พอนานวันเข้าสัตว์กินพืชพวกนี้ก็มีมากขึ้นจนเยอะเกินไปอีก พืชทั้งหลายเริ่มลดน้อยลง คาร์บอนไดออกไซด์เริ่มมากเกินไป
ธรรมชาติก็ไม่รอช้าที่จะสร้างสัตว์อีกจำพวกนึงขึ้นมา เพื่อจัดการปัญหานี้ และเราเรียกมันว่า สัตว์กินเนื้อ
ทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่เพื่อเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดไร้ประโยชน์สำหรับธรรมชาติ

กลับมาที่เรื่องของการถือศีลกินเจ
เดี๋ยวมาต่อ

September 26, 2010

ชั่วฟ้าดินสลาย

Filed under: เรื่องทั่วไป — Tags: — ลมเหมันต์ @ 9:41 pm

ชั่วฟ้าดินสลาย

ชั่วฟ้าดินสลาย

ส่วนหลัก ๆ ของหนังคือ “โซ่ตรวน” ที่ล่าม “ส่างหม่อง” กับ “ยุพดี” ไว้ด้วยกัน เนื่องจากทั้งคู่ตกเป็นเหยื่อของปีศาจร้าย ที่มาในคราบของ “ความรัก”

แล้ว ใครเล่าเคยว่าไว้ว่าความรักคือสิ่งสวยงาม?เพียงแค่มันเกิดขึ้นผิดที่ ผิดเวลา ผิดคน จากสิ่งสวยงามก็กลายร่างเป็นปีศาจร้ายได้อย่างน่ารันทดใจ

ใช่หรือไม่ว่าโซ่ตรวนนั้นสะท้อนถึงการผูกมัดของคนเราดังเช่น “การแต่งงาน” ?

แรก ๆ ทั้งสองก็ยังสนุกกับมัน แต่พอนานไป กลับมีแค่ความขุ่นข้องหมองใจต่อกันมากขึ้นทุกวัน

หรือแท้จริงแล้วการแต่งงานเป็นแค่พิธีที่ใช้สร้างเงื่อนไขให้คนหมดรักกันต้องอยู่ด้วยกัน?

เพราะโลกนี้ไม่สามารถมีใครดูแลหรือโอบกอดกันได้ตลอดเวลา

เราต่างต้องการบางคน หรือไม่ต้องการบางคน ในบางเวลา อยากอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน อยากออกไปดูภูเขา

แม้กระทั่งความรัก ก็ยังต้องการพักผ่อน

เมื่อทั้งสองถูกตรึงไว้ด้วยกันตลอดเวลา จึงย่อมมีการกระทบกระทั่งกันมากกว่าที่ควรจะเป็น

จน ช่วงหลังทั้งสองต้องการที่จะตัดโซ่ออกจากกันมาหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ได้มีชีวิตน้อย ๆ ก่อกำเนิดขึ้นในท้องของยุพดี และตอนนั้นเอง ความพยายามที่จะตัดโซ่ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับส่างหม่องอีกต่อไปเพราะเขารู้ดีว่าได้มีโซ่ล่องหน เส้นใหม่ ที่ไม่มีทางตัดขาดได้ ได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความรัก หรือด้วยความใคร่ก็ตาม

ความรักทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน และความรักอีกเช่นกัน ที่แยกพวกเขาออกจากกัน

หนัง ทำฉากได้ละเมียดละมัยมาก ๆ ถึงฉากเศร้าจะไม่รุนแรง แต่ก็พอสะกิดน้ำออกจากตาได้บ้างถึงบางมุขจะเล่นผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ทำให้หนังคลายความหม่นหมองลงไปได้เยอะ

พะโป้ เสือผู้หญิงที่รักการสวดมนต์ อาจเพราะต้องการลบล้างกับบาปที่เคยทำก็เป็นได้

ส่า งหม่อง หนุ่มผู้ขี้ขลาด ไม่กล้าสบตาใคร แม้แต่ตอนที่กำลังจะเล่นชู้กับเมียของอาตัวเอง ก็ยังโยนความผิดไปให้ยุพดี และเป็นแบบนี้ตลอดเวลา

ยุพดี หญิงผู้รักอิสระ เกลียดจารีตประเพณี เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ความเป็นอิสระลดน้อยลง

หนังดี ๆ อย่าลืมไปดูกันนะเพื่อน ๆ

ลมเหมันต์

July 16, 2010

2. รถไฟฟ้า

Filed under: ยินดีที่ไม่รู้จัก — ลมเหมันต์ @ 2:34 am

เช้าแล้ว เสียงต่าง ๆ ประดังเข้ามาในโสตประสาท ราวกับทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนออกหากินในยามเช้า ใครกันเล่ากำหนดว่ามนุษย์เราต้องนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน? ผมอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ดังเช่นที่ทำมาตลอด 2 ปีหลังจากเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตที่ลายขวาง เหมือนที่คนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนใส่กัน กางเกงสีดำมัน รองเท้าหนังขัดเงา ทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ดูเหมือน “มนุษย์เงินเดือน”

ผมเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ราวกับต้องการวิ่งหนีออกจากมันไปให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมออกไปทำงานทุกวัน ก็เพื่อจ่ายชำระเงินกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อผ่อนมัน ผมต้องการมันจริงหรือ? ผมต้องการแบบนี้หรือ? แล้วผมก็เห็นฝูงชนที่ต่างพากันเร่งรีบหนีออกจากบ้าน ต่างก็ให้คำตอบกับผม “ใช่ พวกเราต้องการมัน มันคือความไฝ่ฝันที่ปราศจากการครอบครอบของพวกเรา”

July 12, 2010

1. เธอ

Filed under: ยินดีที่ไม่รู้จัก — ลมเหมันต์ @ 2:58 pm

เสียงรถดึงให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมงัวเงียมองหาที่มาของเสียง จนเหลือบไปเห็นรถบรรทุกขนาดย่อม กำลังจอดเทียบริมทางเท้าของบ้านหลังถัดไป ตัวรถเดิมน่าจะสีขาวสภาพเหมือนผ่านการใช้งานอย่างหนักมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้สีของมันดูเปลี่ยนไปบ้าง ด้านข้างตัวรถมีตัวหนังสือบอกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตัวใหญ่ชัดเจน ราวกับจะประกาศให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นรถรับจ้างขนของทั่วไป กะบะหลังรถเต็มไปด้วยกล่องใบเล็กใหญ่ซ้อนกันไว้จนเกือบเต็มพื้นที่

ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงลงมาจากรถทางด้านคนนั่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบ “เธอ”

ดูแล้วเธอคงกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปนี่เอง ก่อนหน้านี้มันไม่มีคนอยู่หรอกหรือ? ใครจะไปรู้ล่ะผมไม่เคยได้สังเกตุ ไม่ใช่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกผมคงไม่มีเวลาไปสังเกตุเรื่องอะไรแบบนี้หรอก ตื่นเช้าก็ต้องรีบออกไปทำการทำงาน ราวกับว่าเกลียดบ้านหลังนี้เสียเต็มประดา พอกลับมาก็เหนื่อยเกินไปสำหรับการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์แบบนั้น เราต่างมีสงครามของตัวเอง

เธอและลุงคนขับรถช่วยกันขนของอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ผมนั่งมองการขนลังกระดาษลงจากรถย้ายเข้าไปในบ้านอย่างไร้จุดหมาย รู้ตัวอีกทีลุงคนขับรถก็ไม่อยู่ในสายตาผมอีกต่อไป นอกจากเธอแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่เหลือก็เป็นเพียงภาพเบลอ ผมที่ดำตรงสลวยถูกปิดซ่อนบางส่วนไว้ในหมวกแก๊ปใบใหญ่ ผิวขาวนวลผ่องราวกับแสงจันทร์ รูปร่างกะทัดรัดอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ (สำหรับผม) แบบนี้ ถึงผมยังจะเห็นหน้าตาเธอไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมก็หลงใหลเธอจากอิริยาบถของเธอ

รักหรือ? คงไม่น่าจะใช่หรอกนะ  บางทีผมก็คิดว่าคำพูดที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกมันมีน้อยเกินไป หัวใจเราซับซ้อนกว่านั้น เอาเป็นว่าผมยังไม่ได้รัก แต่ไม่ใช่แค่ชอบธรรมดาแน่ ๆ

เก้าโมงแล้วลังกระดาษสีน้ำตาลลังสุดท้ายถูกยกออกจากรถโดยลุงขับรถที่ยังคงเป็นภาพเบลอ ๆ เธอคุยกับลุงขับรถสักพักแล้วลุงก็ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไป เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าหน้าบ้าน ไกวมันเล็กน้อย จากที่ดูในตอนนี้เธอคงมาอยู่คนเดียวแน่ ๆ แล้วญาติเธอล่ะ? เธอมีแฟนหรือยัง? ทำไมถึงออกมาอยู่ตัวคนเดียว? หลายคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบผุดขึ้นในใจผม เธอยังคงนั่งมองเหม่ออยู่อย่างนั้น ผมก็ยังคงนั่งมองเธอจากมุมนี้ ผมยังไม่รีบไปไหนหรอก ผมคงนั่งมองเธอนานตราบเท่าที่เธอยังอยากนั่งอยู่ตรงนั้น

แต่เธอก็ไม่ให้โอกาสผมทำความรู้จักกับเธอนานเกินไปนัก เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าบ้านไป ปล่อยทิ้งชิงช้าที่ยังคงแกว่งไกว ไว้กับผม ผมนั่งดูชิงช้าที่แกว่งไปมาจนกระทั่งมันหลับไหล จนกระทั้งมันไร้การเคลื่อนไหว จนกระทั่งตะวันลับลาจากไป

November 10, 2009

5. การลงทุน

Filed under: ภูสอยดาวในกระเป๋า — ลมเหมันต์ @ 1:56 pm

การลงทุน

“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” ในที่สุด ผมก็ถึงพิษณุโลก ผมดูนาฬิกาที่ผูกอยู่บนข้อมือที่บอกว่าตอนนี้เวลาตีห้าครึ่งแล้ว รวมเวลาที่ผมอยู่ในรถไฟประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลย

สถานีนี้มีคนลงน้อยมาก ไม่เกิน 5 คนเห็นจะได้ผมเดินวนรอบ ๆ สถานีแบบคนไม่รู้ทาง พยายามหาทางออก และกวาดสายตาดูรอบ ๆ เพื่อหารถรับจ้างให้ไปส่งผมที่สถานีขนส่งเพื่อเดินทางต่อไป ระหว่างนั้นผมเห็นน้องวัยรุ่นกลุ่มนึงซึ่งลงมาพร้อมกันก็ทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ ไม่ต่างจากผมเท่าใดผมเดาเอาเองจากที่เห็น ว่าเค้าคงมาเที่ยวเหมือนกัน

“พี่ ๆ ไปไหนครับ” เสียงชายสูงอายุคนนึงเข้ามาคุยกับผม ดูจากรถสามล้อถีบที่จอดใกล้ ๆ นั้นแล้วลุงแกน่าจะเป็นคนขับรถคันนั้นอย่างไม่ต้องสืบ

“ไปขนส่งครับ” ผมตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋าให้รัดกุมพร้อมเป็นสัญญาณว่าผมพร้อมจะเดินทางแล้ว

“มาเลยครับเดี๋ยวผมช่วยถือ” ชายสูงอายุยื่นมือมาช่วยผมถือเต๊นท์และนำทางผมไปขึ้นรถสามล้อถีบ

เมื่อผมขึ้นนั่งพร้อมสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ลุงคนขับรถก็ค่อย ๆ ถีบสามล้อคู่กายของเขาออกไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกมาอย่างเบา ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ

ผมนั่งมองข้างทางไปอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่ภาพเบื้องหน้าผมคือ ชายที่บนหัวมีเส้นผมสีดอกเลาที่มีถุงพลาสติกใสที่ครอบหัวไว้ใช้กันฝนแบบง่าย ๆ กำลังถีบสามล้อแบบมีหลังคา โดยมีผมเป็นผู้โดยสาร วิ่งมาเรื่อย ๆ ผ่านซอกซอยเล็ก ๆ อย่างชำนาญทาง แต่ร่างกายที่สั่นเทาราวกับจะบอกกับผมว่า ลุงแก่เกินไปที่จะถีบจักรยานโดยสารให้กับผมแล้ว ผมและสัมภาระหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี คงเพราะความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้ลุงต้องทำ  แต่อะไรคือความจำเป็นนั้น?

เมื่อคนเรามีลูก เราก็หวังว่าจะให้ลูกหลานเลี้ยงเรายามแก่เถ้า ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว ลูกคือสินทรัพย์อย่างหนึ่งของพ่อแม่ การมีลูกคือการลงทุนชนิดหนึ่ง ทั้งค่าเลี้ยงดู ค่าเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นการลงทุน ยิ่งถ้าเราลงทุนเยอะ เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงเช่นการส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ด้วยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำให้หน้าที่การงานดีกว่าที่จะเรียนในประเทศ

แต่การลงทุนมีความเสี่ยง สิ่งที่หวังไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง บางคนเรียนไม่จบ บางคนจบมาแล้วก็ตกงาน นอกจากไม่ให้ผลกำไรหรือคืนทุนแล้ว ยังจะเป็นภาระของพ่อแม่ต่อไปอีก

….

“ถึงแล้วครับพี่” รถสามล้อถีบหยุดลงที่หน้าสถานีขนส่ง ผมยังคงไม่ชินเท่าไหร่กับการที่มีใครสักคนที่อายุมากกว่ามาก ๆ มาเรียกผมว่า “พี่” แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรพร้อมก้าวลงจากรถอย่างว่าง่าย

“เท่าไหร่ครับลุง” ผมถามราคาค่าโดยสารที่พาผมมาถึงขนส่งโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที

“40 บาทครับ” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม ผมยื่นธนบัตรฉบับละ 20 บาทให้ลุงไปสองใบก่อนขนสัมภาระลงมากองข้าง ๆ รถ

ลุงแนะนำผมต่อว่าให้ไปขึ้นรถคันไหนซื้อตั๋วที่ไหน และรถจะออกประมาณกี่โมง ผมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนจะชวนลุงคุยบ้าง

“ลุงยังแข็งแรงอยู่เลยนะครับ ยังถีบรถรับจ้างไหวด้วย”

“ผมถีบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้วครับ ผมชอบ วันไหนไม่ได้ออกมาถีบมันนอนไม่หลับ” ผมไม่แน่ใจว่าลุงหมายถึงรถหรือคน

“แล้วลูก ๆ ลุงล่ะครับ?”

“ลูกผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ใกล้จบแล้ว ผมก็อยากให้มันเรียนจบเร็ว ๆ จะได้มีงานดี ๆ มีเงินดี ๆ จะได้หมดห่วงกันไปซะที” ลุงพูดด้วยหน้าตาภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด

“ถ้าจบแล้วลุงจะให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ ลุงจะได้เลิกถีบรถซะที” ผมพยายามดึงเข้าประเด็น

“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก แค่ให้มันเรียนจบมีการมีงานทำลุงก็พอใจแล้ว ลุงอยู่นี่ไม่ต้องใช้อะไรมาก พอกินพอใช้อยู่แล้ว สบายสบาย แค่ว่าง ๆ ก็มาเยียมกันบ้าง และตอนลุงตายให้มันมาเผาผีลุงก็พอ” รอยยิ้มก่อนเดินจากไปที่ผมเห็นนั้น ทำให้รู้ได้เลยว่าลุงพูดความจริงแค่ไหน การสนทนานี้ทำให้ผมไม่แน่ใจเรื่อง “ลูก กับการลงทุน” ซักเท่าไหร่ มีด้วยหรอกับการหว่านพืชไม่หวังผล มีด้วยหรอกับการลงทุนโดยไม่หวังผลกำไร?

ผมหวังว่าซักวันถ้าผมมีลูก ผมคงเข้าใจมากกว่านี้

ในขณะที่ผมเดินหาช่องจองตั๋วรถทัวร์เพื่อต่อรถไปยังชาติตระการ มีเสียงใส ๆ ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งดังเข้ามาในหูของผม

“เอ่อ.. พี่ไปภูสอยดาวหรือเปล่าคะ?”

ในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ผู้ร่วมทางใหม่เพิ่มอีก 3 คน

October 16, 2009

4. อดีตหรืออนาคต

Filed under: ภูสอยดาวในกระเป๋า — Tags: , — ลมเหมันต์ @ 3:22 pm

อดีตหรืออนาคต

รถไฟแล่นผ่านไป สถานีแล้ว สถานีเล่า ตีสามแล้วฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังคงเห็นบ้านเรือนริมทางรถไฟเป็นระยะ ๆ ผมชอบที่จะมองบ้านริมทางโดยเฉพาะบ้านชั้นบน เมื่อเรามองผ่านเข้าไปในหน้าต่างแล้วเห็นแสงของหลอดไฟสว่างไสวอยู่ ไม่ว่าเป็นหลอดไฟทังเสตน หรือฟลูโอเรสเซนส์ ไม่ว่าจะสีส้ม หรือสีขาว มันทำให้ผมรู้ว่าที่ตรงนั้น ยังมีคนบางคน ทำอะไรบางอย่างอยู่ อาจจะดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกันระหว่างครอบครัว  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดวงไฟนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และรู้สึกเหงาในเวลาเดียวกัน อบอุ่นที่ผมก็มีไฟดวงนั้น และเหงาที่ไฟดวงนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้

มีคนบอกว่า “เมื่อเราเดินทางใกล้ ๆ เช่นนั่งรถกลับบ้าน เราจะนึกถึงแต่เพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ถ้าเราออกเดินทางไกล เราจะนึกถึงอดีตที่ผ่านมาในชีวิต” เห็นจะเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าเราอยู่คนเดียว ผมคิดว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะเราเห็นสองข้างทางที่วิ่งผ่านเราไป ทำให้เราหวนนึกถึงอดีตมากกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคต ทั้งที่จริงๆ แล้ว “อนาคตก็คืออดีตที่ยังมาไม่ถึง” บางคนอาจจะเลือกที่จะมีความสุขหรือทุกข์อยู่กับอดีต แต่บางคนก็เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตแม้รู้ว่าสักวันมันจะกลายเป็นอดีตก็ตาม และยิ่งถ้าเรามีอดีตที่เราทำผิดพลาดไป หรือเกิดเรื่องผิดหวังขึ้น เราก็จะยิ่งพยายามลืมมัน แล้วพยายามทำอนาคตให้ดีขึ้น โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เราลืมหรือลบล้างความผิดในอดีตได้ แต่ความจริงแล้ว อนาคตคือสิ่งที่เราอยากเป็น แต่อดีตมันคือสิ่งที่เป็นเรา การที่เราพยายามลืมอดีตมันอาจเป็นการพยายามลืมตัวตนของตัวเองอยู่ก็ได้

แต่จะให้ดีแล้วเราควรจะอยู่กับ “ปัจจุบัน” ให้มากไว้น่าจะดีกว่า เพราะ “ปัจจุบัน” มันอยู่กับเราเพียงแค่แป๊ปเดียว ไม่เหมือนอนาคตและอดีต ที่จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

“สถานีพิจิตร ท่านผู้โดยสารที่ต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ก่อนลงจากขบวนรถ” สิ้นสุดเสียงประกาศ ผมมองกลับหลังไปหาเพื่อนร่วมทางที่ฝากฝังให้ปลุกเธอที่สถานีนี้ เธอยังคงหลับอย่างที่ผมคิดไว้ ผมลุกไปสะกิดเธอให้ตื่น เธอโบกมือลาโลกแห่งความฝัน แล้วค่อย ๆ ลืมตากลับมาสู่โลกแห่งความจริง เธออาจจะไม่มีเวลาแม้จะกล่าวทักทายกับผมเพราะเธอต้องรีบหิ้วกระเป๋าของเธอ แล้วหันมายิ้มให้ผมพร้อมพูดในใจว่า “ขอบคุณที่ช่วยปลุกค่ะ” แล้วรีบก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผมก่อนที่มันจะแล่นไปข้างหน้าอีกครั้ง พร้อมกับผู้ร่วมทางที่น้อยลงไปอีก 1 คน

อดีตหรืออนาคต

October 12, 2009

3. วงกลม

Filed under: ภูสอยดาวในกระเป๋า — Tags: — ลมเหมันต์ @ 4:48 pm

วงกลม

ชึ่ก กะ ชั่ก ชึ่ก กะ ชั่ก เสียงรถไฟวิ่งไปท่ามกลางในความมืด เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่พยายามยังไงก็หลับไม่ลง อาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ที่ผมนั่งมันไม่เหมาะสำหรับการนอน หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่ง่วงก็เป็นได้ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศรอบข้างมืดมิดวังเวง มีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนบางหลังริมทางรถไฟ ส่องแสงให้เห็นเป็นระยะ ๆ

ผมเลื่อนบานหน้าต่างปิดลงมา เนื่องจากฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นและอากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว มีพนักงานเดินผ่านไปมาเป็นช่วง ทั้งขายน้ำ ขายข้าว ผมซื้อเพียงน้ำเปล่า และเบียร์เย็น ๆ โดยหวังว่าเบียร์จะทำให้ผมหลับได้ง่ายขึ้น

ในขณะผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยผมก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีอะไรบางอย่างมาสัมผัสที่หัวไหล่ผม! เร็วเกินไปหรือเปล่าที่ผีจะออกมาตอนเที่ยงคืน แต่แล้วผมก็โล่งใจเมื่อหันไปเห็นว่าเป็นผู้หญิงรูปร่างท้วมคนนึงที่นั่งถัดไปจากผมนี่เอง

“น้อง น้อง … น้องลงที่ไหน?” เธอถามผม

“เอ่อ พิษณุโลกครับ” ผมตอบไปแบบงงงงปนระแวง

“งั้นถ้าถึงสถานีพิจิตร บอกพี่ด้วยนะ เผื่อพี่หลับน่ะ” เธอพูดพลางยิ้มให้พองามก่อนผละจากไปนั่งที่เดิม

“ครับ” ผมรับปากแบบไม่แน่ใจว่าสถานีพิจิตรมันอยู่ตรงไหนของโลก แต่คงจะถึงก่อนสถานีพิษณุโลกแน่ ๆ

เป็นเพื่อนร่วมทางในรถไฟขบวนนี้คนแรก ที่เอ่ยปากคุยกับผม และผมดูจากท่าทางและการพูดแล้ว เธอคงเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้อยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะวานคนแปลกหน้า แถมหน้าโหดอย่างผมเป็นหูเป็นตาให้ยามเธอหลับไหล

ทำไมเธอถึงไว้ใจผม?

“อย่ามองคนจากภายนอก” ประโยคนี้เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เล็กเนื่องด้วยในทางทฤษฏีแล้ว ถ้าเรามองคนจากภายนอกแต่เพียงภายนอกเราอาจจะถูกสิ่งที่ตาเราเห็นหลอกเอาได้ เช่นบางคนหน้าตาสวยแต่นิสัยข้างในแย่ หรือคนแต่งตัวดีดูภูมิฐาน ก็อาจเป็นคนที่ร้ายได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง ฉะนั้นเราจึงมีทฤษฎีที่สวยงามที่บอกให้เรามองคุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ข้างในของคน ๆ นั้น

แต่..

ในทางปฏิบัติแล้ว เราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าข้างในเขาเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ก้าวเข้าไปในโลกของเขา และนั่นอาจเป็นการเสี่ยงเกินไปกับความปลอดภัยของเรา เราจึงทำได้เพียงเดานิสัยกันจากภายนอก และเราจะก้าวเข้าไปหรือให้เค้าก้าวเข้ามาก็ต่อเมื่อเราคิดว่าปลอดภัย

โลกของแต่ละคน ขนาดไม่เท่ากัน โลกของเราไม่ได้มีขนาดเท่าดาวเคราะห์ที่ชื่อโลก แต่มีขนาดเท่ากับที่ที่เราอยู่ ที่ที่เราเคยไป ที่ที่เราเคยเห็น ที่ที่เราเคยรู้จัก และในโลกของเรานั้นยังมีสิ่งที่เราใช้เป็นตัวแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของเรา ที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามา ถ้าเราไม่อนุญาติ มีคนเรียกพื้นที่ส่วนตัวนี้ว่า “วงกลม”

วงกลมของเราอาจจะมาสัมผัสกัน หรืออาจจะซ้อนทับกัน ก็ต่อเมื่อเราต่างอนุญาติ และในส่วนที่ซ้อนทับกันนั้น เป็นที่ ๆ เราสามารถใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันได้ (นึกภาพวงกลมซ้อนทับกันของช่อง 7 สี) และเมื่อมีการซ้อนทับกันแล้ว มันมักจะกินพื้นที่ของวงกลมไปเรื่อย ๆ อย่างที่เราไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเราก็เหลือพื้นที่ในวงกลมนั้นน้อยเกินไปเสียแล้ว นั่นหมายถึงอิสระของการใช้พื้นที่ในวงกลมที่ลดน้อยลงด้วย

เมื่อเราเพิ่งเจอกัน เราอาจอยากจะใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันให้มากที่สุด ตื่นเช้ามาต้องโทรหา ก่อนนอนต้องโทรบอก เลิกงานต้องไปกินข้าวด้วยกัน วันหยุดต้องไปเที่ยวกัน ต้องพยายามเจอกันทุกวันทำทุกอย่างในชีวิตร่วมกันให้มากที่สุด จนวันนึงเรามีวงกลมซ้อนทับกันจนเกือบเต็มวง แทบทุกสิ่งในชีวิตเราซ้อนทับกันเกือบสมบูรณ์ เราไม่สามารถใช้เนื้อที่ในวงกลมไปทำอย่างอื่นได้อีกแล้ว หรือเราอาจเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า “ราหูอมจันทร์” เมื่อส่วนซ้อนทับกันที่เคยสวยงาม กลับกลายเป็นด้านมืดที่บดบังความสว่างให้เหลือเพียงเสี้ยวเดียว ถึงตอนนั้นมันอาจสายเกินไปที่จะทำให้วงกลมนั้นคลายตัวออก เพื่อที่จะเหลือพื้นที่ส่วนตัวให้เราได้ใช้

จะดีกว่าไหมถ้าเราเหลือที่ส่วนตัวไว้ให้กัน ให้มากพอที่จะไล่ตามความฝัน ให้มากพอที่จะใช้ออกไปขยายพื้นที่โลกของเราให้กว้างขึ้น แต่ก็ให้ส่วนที่ซ้อนทับกันมากเพียงพอที่จะยึดวงกลมสองวงไม่ให้หลุดลอยไปจากกัน

รถไฟจอดที่สถานีลพบุรี ผมดึงสติที่ล่องลอยให้กลับมาในโลกปัจจุบัน ผมหันไปมองผู้หญิงที่วงกลมของเราเพียงแค่สัมผัสกันเล็กน้อย ผมเห็นเธอนอนหลับอย่างที่เธอได้พูดไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ หลับอย่างไร้ความกังวลกับสิ่งต่าง ๆ บนรถไฟขบวนนี้ หรือไร้ความกังวลบนโลกของเธอ.. โลกใบเล็กที่ไม่ดูคนแต่เพียงรูปกาย

วงกลม

October 9, 2009

2. รถไฟ

Filed under: ภูสอยดาวในกระเป๋า — Tags: — ลมเหมันต์ @ 11:51 am

รถไฟ

ผมไม่รู้ว่าทำไมรถที่เป็นขบวนอยู่บนราง จึงถูกเรียกว่า “รถไฟ” อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมันวิ่งด้วยพลังงานถ่านหิน มีควันไฟตลบอบอวลตลอดเวลาละมั๊ง ผมนั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตคือนั่งไปอยุธยา ตั๋วรถไฟในตอนนั้นเป็นกระดาษแข็งสีแดงอมส้ม บอกจุดหมายปลายทางไว้อย่างชัดเจน ผมยังคงเก็บมันไว้ในกล่องความทรงจำของผมในห้องนอนที่บางคนมาเห็น อาจเผลอเรียกมันว่า “กล่องขยะ” แต่มันก็เป็น ขยะแห่งความทรงจำ ที่นำมารีไซเคิลได้ทุกเมื่อที่ผมต้องการ

รถไฟคือศูนย์รวมการเดินทางชนิดหนึ่ง เป็นที่ ๆ ผู้คนที่มี “จุดหมายปลายทาง” ใช้มันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แม้จุดหมายแต่ละคนจะต่างกัน แต่เราก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้เหมือนกัน เราต่างก็เป็น “นักเดินทาง” แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ผมมองเห็นผู้ชายวัยรุ่นนั่งแถวหลัง ไม่มีกระเป๋าสักใบติดตัว ผมเดาเอาเองว่าจุดหมายเค้าคงอยู่ใกล้ ๆ ที่พัก หรืออาจจะกำลังกลับที่พัก ถัดจากนั้นไป 1 แถว ผมเห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมเสื้อแดง พร้อมกระเป๋าใบโต เค้าคงกำลังจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่รถไฟขบวนนี้ผ่านแน่ ๆ หลังจากนั้นอีก 2 แถว ผมเห็นเด็กวัยรุ่น 3 คนกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ข้าง ๆ มีกระเป๋าเป้กองซ้อนกันอยู่หลายใบ ดูแล้วคงออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อรถไฟแล่นถึงสถานีดอนเมือง ผู้ชายวัยกลางคนก็ก้าวขึ้นมาเพิ่มจุดหมายให้รถไฟขบวนนี้อีก 1 คน ดู ๆ แล้วคงนั่งรถไฟกลับบ้านอีกเช่นกัน

ต่างวัตถุประสงค์ ต่างจุดหมาย แต่เราทุกคนก็อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน ถึงแม้เราจะไม่ได้พูดคุยกันแต่เราต่างรู้ว่าเราอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน

“ไม่ต่างกันเลยกับชีวิตของเรา”

การเดินทางในชีวิตเราที่ผ่านมา มีผู้ร่วมทางมากมาย บางคนก็จำต้องจากไปเมื่อถึงทางแยกไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เต็มใจ เพื่อไปตามจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ บางคนก็อยู่ร่วมขบวนเดินทางกับเรามานานแต่ยังไม่ถึงจุดหมายซักที บางคนก็เพิ่งเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา และบางคนก็ยังคงเดินทางอยู่ในขบวนเดียวกันกับเรา ถึงแม้เราจะไม่เคยรู้จัก แต่เรารับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของคนคนนั้น

เมื่อเราอยู่ในวัยเรียนเรามีเพื่อน เรามีความทรงจำดี ๆ ด้วยกัน พอถึงเวลาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โลกใบเก่าของเรากว้างขึ้น เราก็ต้องแยกจากกันไปตามทางแยกนั้นอีก ทิ้งไว้เพียงความทรงจำดี ๆ  แต่เพียงไม่นานเราก็ได้ผู้ร่วมทางใหม่ ๆ มานั่งบนเก้าอี้ที่ว่างตัวนั้น และพยายามแกล้งทำเป็นว่า เพื่อนร่วมทางที่มาใหม่นั้น สามารถทดแทนเพื่อนร่วมทางที่หายไปได้  เมื่อเรียนจบเราก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงาน เราก็ต้องแยกจากกันอีกตรงทางแยกนั้น แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตของเราอีกอยู่ดี

เป็นอย่างนี้ไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าเราพบกัน เพื่อรอวันลาจาก?

นั่นเพราะเราทุกคนต่างมีจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ เราอาจจำเป็นต้องแลกกับการจากลาเพื่อนร่วมทาง เพื่อก้าวไปตามทางที่เราตั้งเป้าไว้ หรือบางคนอาจละทิ้งจุดหมายหรือความฝัน เพียงเพื่อที่จะร่วมเดินทางสายนั้นกับใครบางคน

ถึงตอนนี้ เราเคยหยุดคิดบ้างไหม ว่ามีผู้ร่วมเดินทางในทางรถไฟสายที่เราเรียกว่าชีวิต กี่คน? มีคนแยกไปตามทางตัวเอง กี่คน? มีคนร่วมทางเข้ามาใหม่ กี่คน? มีใครบ้างที่สัญญาว่าจะร่วมทางไปกับเราตลอดไปแต่กลับเดินจากเราไป อาจารย์คนแรก เพื่อนสนิทที่สุดตอนประถม เพื่อนที่เคยขโมยยางลบเรา เพื่อนโดดเรียนกับเรา คนที่เราเคยแอบชอบ

คงมีไม่น้อยที่เราหลงลืมเพื่อนร่วมทางเหล่านั้นไปจากความทรงจำ และคงมีไม่น้อยที่หลงลืมเราเช่นกัน

มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าเราถูกใครบางคนนั้นลืมไปจากความทรงจำ และคงเศร้ายิ่งกว่าถ้าเรายังจำเค้าได้ไม่เคยลืม

ผมยังคงเชื่อว่า “จุดหมาย” ไม่ได้สำคัญไปกว่า “ระหว่างทาง” ฉะนั้นอย่าปล่อยให้จุดหมายมาทำให้สิ่งที่อยู่ระหว่างทางของเราด้อยค่าลง จนลืมเลือนมันไป เพราะจริง ๆ แล้วในการเดินทางบางครั้งเราใช้เวลาอยู่กับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “จุดหมาย” ด้วยซ้ำไป

“สถานีต่อไป จุดหมายของคุณ ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาร่ำลาผู้ร่วมทางของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ”

สิ้นสุดเสียงประกาศของสถานีรถไฟ ผมเหลือบเห็นชายวัยกลางคนที่ขึ้นมาคนสุดท้าย ก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผม

รถไฟ

Older Posts »

Powered by WordPress