การลงทุน
“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” ในที่สุด ผมก็ถึงพิษณุโลก ผมดูนาฬิกาที่ผูกอยู่บนข้อมือที่บอกว่าตอนนี้เวลาตีห้าครึ่งแล้ว รวมเวลาที่ผมอยู่ในรถไฟประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลย
สถานีนี้มีคนลงน้อยมาก ไม่เกิน 5 คนเห็นจะได้ผมเดินวนรอบ ๆ สถานีแบบคนไม่รู้ทาง พยายามหาทางออก และกวาดสายตาดูรอบ ๆ เพื่อหารถรับจ้างให้ไปส่งผมที่สถานีขนส่งเพื่อเดินทางต่อไป ระหว่างนั้นผมเห็นน้องวัยรุ่นกลุ่มนึงซึ่งลงมาพร้อมกันก็ทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ ไม่ต่างจากผมเท่าใดผมเดาเอาเองจากที่เห็น ว่าเค้าคงมาเที่ยวเหมือนกัน
“พี่ ๆ ไปไหนครับ” เสียงชายสูงอายุคนนึงเข้ามาคุยกับผม ดูจากรถสามล้อถีบที่จอดใกล้ ๆ นั้นแล้วลุงแกน่าจะเป็นคนขับรถคันนั้นอย่างไม่ต้องสืบ
“ไปขนส่งครับ” ผมตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋าให้รัดกุมพร้อมเป็นสัญญาณว่าผมพร้อมจะเดินทางแล้ว
“มาเลยครับเดี๋ยวผมช่วยถือ” ชายสูงอายุยื่นมือมาช่วยผมถือเต๊นท์และนำทางผมไปขึ้นรถสามล้อถีบ
เมื่อผมขึ้นนั่งพร้อมสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ลุงคนขับรถก็ค่อย ๆ ถีบสามล้อคู่กายของเขาออกไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกมาอย่างเบา ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ
ผมนั่งมองข้างทางไปอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่ภาพเบื้องหน้าผมคือ ชายที่บนหัวมีเส้นผมสีดอกเลาที่มีถุงพลาสติกใสที่ครอบหัวไว้ใช้กันฝนแบบง่าย ๆ กำลังถีบสามล้อแบบมีหลังคา โดยมีผมเป็นผู้โดยสาร วิ่งมาเรื่อย ๆ ผ่านซอกซอยเล็ก ๆ อย่างชำนาญทาง แต่ร่างกายที่สั่นเทาราวกับจะบอกกับผมว่า ลุงแก่เกินไปที่จะถีบจักรยานโดยสารให้กับผมแล้ว ผมและสัมภาระหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี คงเพราะความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้ลุงต้องทำ แต่อะไรคือความจำเป็นนั้น?
เมื่อคนเรามีลูก เราก็หวังว่าจะให้ลูกหลานเลี้ยงเรายามแก่เถ้า ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว ลูกคือสินทรัพย์อย่างหนึ่งของพ่อแม่ การมีลูกคือการลงทุนชนิดหนึ่ง ทั้งค่าเลี้ยงดู ค่าเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นการลงทุน ยิ่งถ้าเราลงทุนเยอะ เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงเช่นการส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ด้วยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำให้หน้าที่การงานดีกว่าที่จะเรียนในประเทศ
แต่การลงทุนมีความเสี่ยง สิ่งที่หวังไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง บางคนเรียนไม่จบ บางคนจบมาแล้วก็ตกงาน นอกจากไม่ให้ผลกำไรหรือคืนทุนแล้ว ยังจะเป็นภาระของพ่อแม่ต่อไปอีก
….
“ถึงแล้วครับพี่” รถสามล้อถีบหยุดลงที่หน้าสถานีขนส่ง ผมยังคงไม่ชินเท่าไหร่กับการที่มีใครสักคนที่อายุมากกว่ามาก ๆ มาเรียกผมว่า “พี่” แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรพร้อมก้าวลงจากรถอย่างว่าง่าย
“เท่าไหร่ครับลุง” ผมถามราคาค่าโดยสารที่พาผมมาถึงขนส่งโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที
“40 บาทครับ” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม ผมยื่นธนบัตรฉบับละ 20 บาทให้ลุงไปสองใบก่อนขนสัมภาระลงมากองข้าง ๆ รถ
ลุงแนะนำผมต่อว่าให้ไปขึ้นรถคันไหนซื้อตั๋วที่ไหน และรถจะออกประมาณกี่โมง ผมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนจะชวนลุงคุยบ้าง
“ลุงยังแข็งแรงอยู่เลยนะครับ ยังถีบรถรับจ้างไหวด้วย”
“ผมถีบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้วครับ ผมชอบ วันไหนไม่ได้ออกมาถีบมันนอนไม่หลับ” ผมไม่แน่ใจว่าลุงหมายถึงรถหรือคน
“แล้วลูก ๆ ลุงล่ะครับ?”
“ลูกผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ใกล้จบแล้ว ผมก็อยากให้มันเรียนจบเร็ว ๆ จะได้มีงานดี ๆ มีเงินดี ๆ จะได้หมดห่วงกันไปซะที” ลุงพูดด้วยหน้าตาภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าจบแล้วลุงจะให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ ลุงจะได้เลิกถีบรถซะที” ผมพยายามดึงเข้าประเด็น
“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก แค่ให้มันเรียนจบมีการมีงานทำลุงก็พอใจแล้ว ลุงอยู่นี่ไม่ต้องใช้อะไรมาก พอกินพอใช้อยู่แล้ว สบายสบาย แค่ว่าง ๆ ก็มาเยียมกันบ้าง และตอนลุงตายให้มันมาเผาผีลุงก็พอ” รอยยิ้มก่อนเดินจากไปที่ผมเห็นนั้น ทำให้รู้ได้เลยว่าลุงพูดความจริงแค่ไหน การสนทนานี้ทำให้ผมไม่แน่ใจเรื่อง “ลูก กับการลงทุน” ซักเท่าไหร่ มีด้วยหรอกับการหว่านพืชไม่หวังผล มีด้วยหรอกับการลงทุนโดยไม่หวังผลกำไร?
ผมหวังว่าซักวันถ้าผมมีลูก ผมคงเข้าใจมากกว่านี้
ในขณะที่ผมเดินหาช่องจองตั๋วรถทัวร์เพื่อต่อรถไปยังชาติตระการ มีเสียงใส ๆ ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งดังเข้ามาในหูของผม
“เอ่อ.. พี่ไปภูสอยดาวหรือเปล่าคะ?”
ในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ผู้ร่วมทางใหม่เพิ่มอีก 3 คน