กระเป๋าเดินทาง
“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” เสียงประกาศจากสถานีรถไฟ ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์
สัมภาระทั้งหมดของผม อยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมตั้งแต่สถานีที่แล้ว ผมจึงไม่ตื่นเต้นเท่าใดนัก
ผมแบกกระเป๋าทั้งหมด ก้าวลงจากรถไฟอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เนื่องจากที่มีกระเป๋าสัมภาระมากมายหลายใบ
“พิษณุโลก” ป้ายสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ช่วยตอกย้ำผมอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผมลงไม่ผิดสถานี
แต่สถานีรถไฟพิษณุโลก ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผม หากแต่เป็นเพียงทางผ่าน เป็นเพียงสิ่งระหว่างทางก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่เป็นภูเขาสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย
ใช่แล้ว!
ผมกำลังเดินทางไป “ภูสอยดาว”!
…
เย็นวันพุธวันหนึ่ง เป็นวันพุธที่เหมือนกับวันพุธในทุกสัปดาห์ ขณะที่ผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันใกล้บ้านแห่งหนึ่ง
“เราทุกคนมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง”
ผมสะดุดกับคำสั้น ๆ ที่ฟังเหมือนคำพูดธรรมดาทั่วไป แต่มันจุดไฟที่เคยดับไป ให้ติดขึ้นมาอีกครั้ง
…
หลายวันมานี้ ผมอยากไป “ภูสอยดาว” มาก เนื่องด้วยรู้มาว่าเป็นภูที่ขึ้นยากที่สุด โหดที่สุด หินที่สุด และยังสวยงามมาก ๆ อีกด้วย ผมหลับตานึกภาพตัวเองนอนหลับสบายบนเปลญวณท่ามกลางทุ่งดอกไม้หลากสีบนภูเขา มีผีเสื้อตัวน้อย ๆมากระซิบหยอกกันข้าง ๆหู เสียงต้นสนสามใบไหวเอนตามสายลมเย็น ดอกหงอนนาคผลิบานล่อแมลงเต็มภูเขา
แต่แล้วไฟของผมก็แทบจะดับลงเมื่อเอ่ยปากชวนใคร ก็มักจะได้คำตอบที่มีเหตุผลร้อยพัน แต่สุดท้ายก็สามารถสรุปได้เพียงว่า “ไม่ไป” หรือ “ไปไม่ได้”
…
เราทุกคนต่างมีกระเป๋าเดินทางของตัวเอง อาจจะมีบ้างที่บางคนมีกระเป๋าเดินทางคล้าย ๆ กัน แต่คงไม่มีทางที่กระเป๋าเดินทางของเราจะเหมือนกันไปซะทุกจุด บางคนมีกระเป๋าเดินทางใบเล็ก บางคนใบใหญ่ บางคนติดสบายหน่อยก็เป็นกระเป๋าแบบมีล้อลาก บางคนชอบลุย ๆ หน่อยก็เป็นกระเป๋าแบบเป้สะพายหลัง บางคนชอบถือเอง บางคนชอบให้คนอื่นถือให้ บางคนเลือกกระเป๋าด้วยตัวเอง ส่วนบางคนเลือกที่จะให้ผู้อื่นเป็นคนเลือกให้
เมื่อผมอ่านหนังสือจบ ผมตัดสินใจออกเดินทางเพียงคนเดียว ในเมื่อตอนเราเกิด เรายังกล้าเดินทางไกลข้ามโลกด้วยตัวคนเดียวได้ ทำไมแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร เราจะไปไม่ได้
ผมกลับบ้านจัดกระเป๋าเดินทางของตัวเองอีกครั้ง
จัดเตรียมเต๊นท์ แผ่นรองนอน ถุงนอน ชุดทำอาหารเดินป่า ไฟฉาย ขันน้ำ ถ่านไฟฉาย มีดเดินป่า และอื่น ๆ ที่จำเป็นลงกระเป๋าเดินทางของผม
กระเป๋าเดินทางของผม แม้มันไม่ใหญ่โตนัก แต่มันก็เพียงพอที่จะบรรจุสิ่งของที่จำเป็นลงไปได้หมด และแน่นอน มันยังเหลือที่เพียงพอที่จะใส่ภูสอยดาวลงไปได้อย่างสบาย ๆ
ผมถึงหัวลำโพงเวลา 3 ทุ่ม 55 นาที ผมซื้อตั๋วรอบสุดท้ายสี่ทุ่ม ราคาสองร้อยกว่าบาท ผมไม่มีเวลาแม้จะเข้าห้องน้ำหรือเตรียมตัวอะไร ทำได้เพียงร่ำลาป๊าอย่างรีบ ๆ ที่มาส่งผมที่สถานีรถไฟ
เมื่อผมก้าวเท้าทั้งสองข้างขึ้นบนรถไฟ รถไฟออกตัวทันที ราวกับรถไฟทั้งขบวนหยุดรอผมเพียงคนเดียว
ตั๋วรถไฟที่ผมซื้อเป็นตั๋วรถไฟชั้นสาม คือเป็นรถไฟพัดลม ไม่ใช่รถนอนอย่างที่ผมคิดไว้แต่แรก
รถไฟขบวนนี้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารซักเท่าไหร่ ผมเดินไปจนถึงโบกี้ที่ 5 ตามตั๋วที่ผมซื้อไว้ ผมประมาณด้วยสายตาโบกี้นี้มีคนอยู่ราว 6 คน ผมเดินตรงเลือกที่นั่งหน้าสุด ห่างไกลผู้คนพอประมาณ คงเพราะผมต้องการความเป็นส่วนตัวมากหน่อย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อนซักงีบบนรถไฟก่อนที่จะต้องเดินลุยขึ้นภูในวันรุ่งขึ้น
ผมวางของทั้งหมดแล้วนั่งพักให้หายเหนื่อย ตรวจสัมภาระอีกครั้ง
ก่อนมองรอบ ๆ ตัว แล้วถามตัวเองว่า “กูมาทำไม?”

สาดดด กูยังเข้าเวปไม่ได้ สาดดดดดดดดด
Comment by Peun Com — October 9, 2009 @ 12:07 pm
แล้วมึงไปทำไมวะ
Comment by Tee — October 9, 2009 @ 12:09 pm
นั่นดิ รออ่าน…ว่าแต่ ทำเวอร์ชั่นการ์ตูนเลยม่ะเห๋…กำลังคิดว่าจะทำเล่น ๆเหมือนกันนะ…อิอิ
Comment by MyBackpack Girl — October 9, 2009 @ 12:09 pm
เรื่องน่ารัก เนื้อหาก็อ่านไปได้แบบไม่น่าเบื่อ โดยรวมสอบผ่านเลยคะพี่เห มีบทที่ 2 รออ่านอยู่นะคะ เพราะอยากรู้ว่า “กูมาทำไม” อิอิ
Comment by apinya lee — October 9, 2009 @ 12:10 pm
ยังมีต่อใช่มั้ย หรือว่าจบแบบทิ้งปม เข้าใจยากนิดนึงนะ ถ้าได้อ่านแบบเต็ม น่าจะดี
Comment by watcharin — October 9, 2009 @ 12:11 pm
– ภาษาง่ายดี
– อ่านแล้วเก็ทไม่ต้องมาคิดอีก
– น่าติดตาม.. มีการทิ้งท้ายที่ดี
Comment by Evil-minded Angel — October 9, 2009 @ 12:32 pm
หึหึ
เอาสินก ทำเลย รออ่านนะ ^^
ขอบคุณมากน้องเมย์ ^^
มีต่อนะ อย่าเพิ่งเบื่อละกัน !
ขอบคุณค้าบเพื่อนอุ้ย
Comment by ลมเหมันต์ — October 9, 2009 @ 12:53 pm
ส่วนตัวเเลว้ชอบ …ความคิดของเห๋มากกว่าสำนวนอ่ะ…
การขยายความที่ออกมาจากความคิดดูดีจัง … ชอบๆ ไม่ต้องมานั่งคิดซ้ำไปซ้ำมากับตัวอักษรเเละนึกภาพออกเลย ว่าอารมณ์ตอนนั้นเป็นยังไง …
** สมเเลว้กับที่เห๋บอกว่า ถ้าไปปีหน้ามันก็ไม่เหมือนเราไปปีนี้
**
Comment by N o T e e — October 9, 2009 @ 1:51 pm
ขอบคุณจ้า ^^
ใช่แล้วนะ ยิ่งได้ไปยิ่งรู้สึกเลยว่า ปีนี้ ไม่เหมือน ปีหน้า จริง ๆ ^^
เพราะปีนี้ มีแค่ปีเดียว
Comment by ลมเหมันต์ — October 12, 2009 @ 5:26 pm
ความฝันร้อยพัน..หมื่นแสน ที่เราทุกคนเคยเฝ้าฝันเอาใว้
วันเวลา และประสบการณ์ ใช่จะช่วยกลั่นกรองความกล้าแกร่ง
ทว่ามันกลับกัดกร่อนความฝัน..จากจินตนาการที่สวยงามไปด้วย
เคยฝันว่าจะไขว่คว้าดาว.. ตอนนี้ก็นึกแต่ เป็นไปไม่ได้..!?
เคยฝันจะแหวกว่ายน้ำเล่นกันกับปลาน้อยใต้มหาสมุทร
แต่ตอนนี้เอาแต่คิดว่า “ไม่มีเวลา”
ข้ออ้างสารพัด ที่มีมา เพื่อที่จะเลี่ยงหลีกสิ่งที่ “ยุ่งยาก”
แต่ย้อนมองกลับไป ตอนเด็กๆ.. เรายังกล้าที่จะลองทุกอย่างมิใช่หรือ?
อ่านบทความนี้…ก็คิด…
บทความ..ที่ถูกเรียงร้อย ผ่านถ้อยคำที่สละสลวย และกลั่นกรองจากความรู้สึก..
ไม่ว่าจะ้เป็น “ภูสอยดาว” หรือแม้แต่ “ดวงดาว”
ก็เหมือนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมสักนิด..
เพราะมันเป็นการเดินทาง…พร้อมกับกระเป๋าหนึ่งใบ..
Comment by MooK — October 27, 2009 @ 6:44 pm