เช้าแล้ว เสียงต่าง ๆ ประดังเข้ามาในโสตประสาท ราวกับทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนออกหากินในยามเช้า ใครกันเล่ากำหนดว่ามนุษย์เราต้องนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน? ผมอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ดังเช่นที่ทำมาตลอด 2 ปีหลังจากเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตที่ลายขวาง เหมือนที่คนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนใส่กัน กางเกงสีดำมัน รองเท้าหนังขัดเงา ทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ดูเหมือน “มนุษย์เงินเดือน”
ผมเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ราวกับต้องการวิ่งหนีออกจากมันไปให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมออกไปทำงานทุกวัน ก็เพื่อจ่ายชำระเงินกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อผ่อนมัน ผมต้องการมันจริงหรือ? ผมต้องการแบบนี้หรือ? แล้วผมก็เห็นฝูงชนที่ต่างพากันเร่งรีบหนีออกจากบ้าน ต่างก็ให้คำตอบกับผม “ใช่ พวกเราต้องการมัน มันคือความไฝ่ฝันที่ปราศจากการครอบครอบของพวกเรา”
เสียงรถดึงให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมงัวเงียมองหาที่มาของเสียง จนเหลือบไปเห็นรถบรรทุกขนาดย่อม กำลังจอดเทียบริมทางเท้าของบ้านหลังถัดไป ตัวรถเดิมน่าจะสีขาวสภาพเหมือนผ่านการใช้งานอย่างหนักมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้สีของมันดูเปลี่ยนไปบ้าง ด้านข้างตัวรถมีตัวหนังสือบอกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตัวใหญ่ชัดเจน ราวกับจะประกาศให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นรถรับจ้างขนของทั่วไป กะบะหลังรถเต็มไปด้วยกล่องใบเล็กใหญ่ซ้อนกันไว้จนเกือบเต็มพื้นที่
ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงลงมาจากรถทางด้านคนนั่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบ “เธอ”
ดูแล้วเธอคงกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปนี่เอง ก่อนหน้านี้มันไม่มีคนอยู่หรอกหรือ? ใครจะไปรู้ล่ะผมไม่เคยได้สังเกตุ ไม่ใช่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกผมคงไม่มีเวลาไปสังเกตุเรื่องอะไรแบบนี้หรอก ตื่นเช้าก็ต้องรีบออกไปทำการทำงาน ราวกับว่าเกลียดบ้านหลังนี้เสียเต็มประดา พอกลับมาก็เหนื่อยเกินไปสำหรับการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์แบบนั้น เราต่างมีสงครามของตัวเอง
เธอและลุงคนขับรถช่วยกันขนของอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ผมนั่งมองการขนลังกระดาษลงจากรถย้ายเข้าไปในบ้านอย่างไร้จุดหมาย รู้ตัวอีกทีลุงคนขับรถก็ไม่อยู่ในสายตาผมอีกต่อไป นอกจากเธอแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่เหลือก็เป็นเพียงภาพเบลอ ผมที่ดำตรงสลวยถูกปิดซ่อนบางส่วนไว้ในหมวกแก๊ปใบใหญ่ ผิวขาวนวลผ่องราวกับแสงจันทร์ รูปร่างกะทัดรัดอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ (สำหรับผม) แบบนี้ ถึงผมยังจะเห็นหน้าตาเธอไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมก็หลงใหลเธอจากอิริยาบถของเธอ
รักหรือ? คงไม่น่าจะใช่หรอกนะ บางทีผมก็คิดว่าคำพูดที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกมันมีน้อยเกินไป หัวใจเราซับซ้อนกว่านั้น เอาเป็นว่าผมยังไม่ได้รัก แต่ไม่ใช่แค่ชอบธรรมดาแน่ ๆ
เก้าโมงแล้วลังกระดาษสีน้ำตาลลังสุดท้ายถูกยกออกจากรถโดยลุงขับรถที่ยังคงเป็นภาพเบลอ ๆ เธอคุยกับลุงขับรถสักพักแล้วลุงก็ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไป เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าหน้าบ้าน ไกวมันเล็กน้อย จากที่ดูในตอนนี้เธอคงมาอยู่คนเดียวแน่ ๆ แล้วญาติเธอล่ะ? เธอมีแฟนหรือยัง? ทำไมถึงออกมาอยู่ตัวคนเดียว? หลายคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบผุดขึ้นในใจผม เธอยังคงนั่งมองเหม่ออยู่อย่างนั้น ผมก็ยังคงนั่งมองเธอจากมุมนี้ ผมยังไม่รีบไปไหนหรอก ผมคงนั่งมองเธอนานตราบเท่าที่เธอยังอยากนั่งอยู่ตรงนั้น
แต่เธอก็ไม่ให้โอกาสผมทำความรู้จักกับเธอนานเกินไปนัก เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าบ้านไป ปล่อยทิ้งชิงช้าที่ยังคงแกว่งไกว ไว้กับผม ผมนั่งดูชิงช้าที่แกว่งไปมาจนกระทั่งมันหลับไหล จนกระทั้งมันไร้การเคลื่อนไหว จนกระทั่งตะวันลับลาจากไป