<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลมเหมันต์</title>
	<atom:link href="http://www.lomheman.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.lomheman.com</link>
	<description>ยังเฝ้ารอ รักอุ่นไอ ในเหมันต์</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Sep 2011 10:33:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>พระอาทิตย์ของฉัน</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2011/09/21/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2011/09/21/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Sep 2011 10:33:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[พระอาทิตย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[การดูพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกนั้น จัดเป็นความรื่นรมย์ชนิดหนึ่งของคนเมือง เนื่องจากเราจะหาดูมันได้ยากเต็มที ไม่ว่าจะทั้งตึกระฟ้าหรือทั้งเมฆหมอกกลุ่มควันที่พยายามบดบังมันทั้งยามเช้าและยามเย็น ใช่, ยามพระอาทิตย์และยามที่มันกำลังจะลับขอบฟ้านั้น มันช่างดูสวยงามจับใจ สีโทนร้อนจากแสงอาทิตย์สาดส่องผสมกลมกลืนกับสีโทนเย็นของท้องฟ้าได้อย่างลงตัว ราวกับพระเจ้าได้บรรจงใช้ภู่กันวาดมันลงบนเฟรมผ้าใบผื่นกว้าง จริงอยู่ ไม่เคยมีวันไหนท้องฟ้าเหมือนกัน แต่มันก็สวยจับใจเราในทุก ๆ วัน มีใครสักกี่คนที่จะตั้งคำถามอย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่า ทำไมเราไม่ชอบมองพระอาทิตย์ตอนที่มันส่องแสงอย่างเต็มที่บนหัวเรา พระอาทิตย์ก็ดวงเดิม ฟ้าก็ผืนเดิม และแน่นอน ดวงตาที่ใช้มองก็คู่เดิม คำตอบง่าย ๆ เห็นทีจะเป็น &#8220;ก็เพราะมันแสบตา&#8221; แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่านั้น ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากดวงอาทิตย์ นอกจากมีขึ้นมีตกแล้ว เรายังเรียนรู้จากดวงอาทิตย์ได้อีกว่า ยามที่มันส่องแสงแสดงอำนาจมันอย่างเต็มที่นั้น มันช่างไม่น่าสบตาเอาเสียเลย ใช่หรือไม่ว่าคล้าย ๆ กับอำนาจบารมีของคนเรา ยิ่งใช้มาก ยิ่งมีคนสบตาเราน้อยลง เราควรมียามเช้า ยามเย็น ยามกลางคืนของชีวิตบ้าง จริงอยู่ว่าเราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเปล่งแสงกันแต่พอดี ยึดเอาความสุขของผู้คนรอบตัวมากกว่าความสว่างเท่าที่เราอยากมี ในทรรศนะของข้าพเจ้า พระอาทิตย์น่ะ มีดวงเดียวก็พอ ลมเหมันต์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การดูพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกนั้น จัดเป็นความรื่นรมย์ชนิดหนึ่งของคนเมือง เนื่องจากเราจะหาดูมันได้ยากเต็มที ไม่ว่าจะทั้งตึกระฟ้าหรือทั้งเมฆหมอกกลุ่มควันที่พยายามบดบังมันทั้งยามเช้าและยามเย็น</p>
<p>ใช่, ยามพระอาทิตย์และยามที่มันกำลังจะลับขอบฟ้านั้น มันช่างดูสวยงามจับใจ สีโทนร้อนจากแสงอาทิตย์สาดส่องผสมกลมกลืนกับสีโทนเย็นของท้องฟ้าได้อย่างลงตัว ราวกับพระเจ้าได้บรรจงใช้ภู่กันวาดมันลงบนเฟรมผ้าใบผื่นกว้าง</p>
<p>จริงอยู่ ไม่เคยมีวันไหนท้องฟ้าเหมือนกัน แต่มันก็สวยจับใจเราในทุก ๆ วัน</p>
<p>มีใครสักกี่คนที่จะตั้งคำถามอย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่า ทำไมเราไม่ชอบมองพระอาทิตย์ตอนที่มันส่องแสงอย่างเต็มที่บนหัวเรา พระอาทิตย์ก็ดวงเดิม ฟ้าก็ผืนเดิม และแน่นอน ดวงตาที่ใช้มองก็คู่เดิม</p>
<p>คำตอบง่าย ๆ เห็นทีจะเป็น &#8220;ก็เพราะมันแสบตา&#8221;</p>
<p>แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่านั้น ชีวิตคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากดวงอาทิตย์ นอกจากมีขึ้นมีตกแล้ว เรายังเรียนรู้จากดวงอาทิตย์ได้อีกว่า ยามที่มันส่องแสงแสดงอำนาจมันอย่างเต็มที่นั้น มันช่างไม่น่าสบตาเอาเสียเลย</p>
<p>ใช่หรือไม่ว่าคล้าย ๆ กับอำนาจบารมีของคนเรา ยิ่งใช้มาก ยิ่งมีคนสบตาเราน้อยลง</p>
<p>เราควรมียามเช้า ยามเย็น ยามกลางคืนของชีวิตบ้าง</p>
<p>จริงอยู่ว่าเราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเปล่งแสงกันแต่พอดี ยึดเอาความสุขของผู้คนรอบตัวมากกว่าความสว่างเท่าที่เราอยากมี</p>
<p>ในทรรศนะของข้าพเจ้า พระอาทิตย์น่ะ มีดวงเดียวก็พอ</p>
<p>ลมเหมันต์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2011/09/21/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>87</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หากเราต้องตายจากกัน</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2011/02/22/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2011/02/22/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Feb 2011 07:44:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[บ่ายวันหนึ่งขณะที่นั่งรถ กลับจากสะเมิงมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วต้องผ่านถนนเล็กขนาด 2 เลนเพื่อจะไปเข้าซุปเปอร์ไฮเวย์รถก็ชลอตัวจนเกือบจะหยุดนิ่ง ผมก็เริ่มที่จะมองหาสาเหตุของการจราจรที่กำลังจะติดขัด เปล่า ผมไม่ได้รีบไปไหนถึงขนาดที่ว่ารถติดแค่นี้ก็ต้องกระวนกระวาย คงเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นเชิงวิชาการมากกว่า รถ แต่ละคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามคันข้างหน้าไปอย่างช้า ๆ เสียงของพี่ดี้ผู้รับหน้าที่เป็นคนขับรถก็พูดขึ้นมาว่าสงสัยรถจะชนกัน ไม่ต้องสงสัยเลยเพราะเมื่อผมก็ชะโงกหน้าไปดูก็เห็นรถกระบะจอดกีดขวางถนนอยู่ มีตำรวจนายหนึ่งยืนคุยกับชายที่คาดว่าเป็นเจ้าของรถกระบะ ไม่ไกลกันนั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เละจนดูคล้ายเศษเหล็กกองอยู่ริมทาง และที่ทำให้คนในรถต้องเบือนหน้าหนีคือ ร่างของชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน ถึงไม่มีใครบอกก็พอจะรู้ว่าน่าจะเป็นอดีตของเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่กองอยู่ ข้างทางคันนั้นอย่างแน่นอน รถของเรายังไม่ทันจะเคลื่อนไปไหน เจ้าหน้าที่จากรถพยาบาลก็นำหนังสือพิมพ์มาปิดร่างของชายผู้นั้น ถึงจะไม่ใช่ตำรวจ ทหาร ที่ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงจะมีสิทธิ์ใช้ธงชาติคลุมร่างกายที่ไร้ลมหายใจของตัวเอง แต่มันดูไร้ค่าเกินไปหน่อยหรือไม่ที่เราเลือกที่จะใช้หนังสือพิมพ์ห่มคลุมให้กับคนสามัญธรรมดา นี่เรากำลังพูดถึงคน ไม่ใช่หมาข้างถนน ใช่หรือไม่ว่าเขาควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าหนังสือพิมพ์รายวัน ใน ขณะที่ผมยังคงนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยรถก็มาติดอีกทีตรงช่วงจังหวัดลำปาง เนื่องจากอุบัติเหตุอีกราย เป็นมอเตอร์ไซค์ถูกรถชน เหตุการณ์น่าจะเพิ่งเกิดรถพยาบาลยังมาไม่ถึง มีร่างของหญิงคนหนึ่งนอนแน่นิ่งบนถนน ข้าง ๆ มีข้าวของเกลื่อนถนน เท่าที่เห็นก็เป็นพวกผัก กับข้าวต่าง ๆ ตำรวจทำได้เพียงรอรถพยาบาลอยู่ข้าง ๆ ร่างไร้สติร่างนั้น คง มีใครที่รอกับข้าวที่เธอเตรียมเอาไปให้กินอยู่ที่บ้าน และเขาเหล่านั้นคงได้รับข่าวร้ายแทนที่จะได้รับกับข้าว ได้กินน้ำตาแทนที่จะได้กินน้ำแกง ผมตอบไม่ได้หรอกว่า วันคืนหลังจากนั้นชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร รู้แค่ว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้ง ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div>
<p>บ่ายวันหนึ่งขณะที่นั่งรถ กลับจากสะเมิงมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วต้องผ่านถนนเล็กขนาด 2  เลนเพื่อจะไปเข้าซุปเปอร์ไฮเวย์รถก็ชลอตัวจนเกือบจะหยุดนิ่ง  ผมก็เริ่มที่จะมองหาสาเหตุของการจราจรที่กำลังจะติดขัด</p>
<p>เปล่า ผมไม่ได้รีบไปไหนถึงขนาดที่ว่ารถติดแค่นี้ก็ต้องกระวนกระวาย คงเป็นแค่ความอยากรู้อยากเห็นเชิงวิชาการมากกว่า</p>
<p>รถ แต่ละคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามคันข้างหน้าไปอย่างช้า ๆ  เสียงของพี่ดี้ผู้รับหน้าที่เป็นคนขับรถก็พูดขึ้นมาว่าสงสัยรถจะชนกัน  ไม่ต้องสงสัยเลยเพราะเมื่อผมก็ชะโงกหน้าไปดูก็เห็นรถกระบะจอดกีดขวางถนนอยู่  มีตำรวจนายหนึ่งยืนคุยกับชายที่คาดว่าเป็นเจ้าของรถกระบะ  ไม่ไกลกันนั้นมีมอเตอร์ไซค์ที่เละจนดูคล้ายเศษเหล็กกองอยู่ริมทาง  และที่ทำให้คนในรถต้องเบือนหน้าหนีคือ  ร่างของชายคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่กลางถนน  ถึงไม่มีใครบอกก็พอจะรู้ว่าน่าจะเป็นอดีตของเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่กองอยู่ ข้างทางคันนั้นอย่างแน่นอน</p>
<p>รถของเรายังไม่ทันจะเคลื่อนไปไหน เจ้าหน้าที่จากรถพยาบาลก็นำหนังสือพิมพ์มาปิดร่างของชายผู้นั้น</p>
<p>ถึงจะไม่ใช่ตำรวจ ทหาร ที่ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงจะมีสิทธิ์ใช้ธงชาติคลุมร่างกายที่ไร้ลมหายใจของตัวเอง</p>
<p>แต่มันดูไร้ค่าเกินไปหน่อยหรือไม่ที่เราเลือกที่จะใช้หนังสือพิมพ์ห่มคลุมให้กับคนสามัญธรรมดา</p>
<p>นี่เรากำลังพูดถึงคน ไม่ใช่หมาข้างถนน ใช่หรือไม่ว่าเขาควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าหนังสือพิมพ์รายวัน</p>
<p>ใน ขณะที่ผมยังคงนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยรถก็มาติดอีกทีตรงช่วงจังหวัดลำปาง เนื่องจากอุบัติเหตุอีกราย เป็นมอเตอร์ไซค์ถูกรถชน  เหตุการณ์น่าจะเพิ่งเกิดรถพยาบาลยังมาไม่ถึง  มีร่างของหญิงคนหนึ่งนอนแน่นิ่งบนถนน ข้าง ๆ มีข้าวของเกลื่อนถนน  เท่าที่เห็นก็เป็นพวกผัก กับข้าวต่าง ๆ</p>
<p>ตำรวจทำได้เพียงรอรถพยาบาลอยู่ข้าง ๆ ร่างไร้สติร่างนั้น</p>
<p>คง มีใครที่รอกับข้าวที่เธอเตรียมเอาไปให้กินอยู่ที่บ้าน  และเขาเหล่านั้นคงได้รับข่าวร้ายแทนที่จะได้รับกับข้าว  ได้กินน้ำตาแทนที่จะได้กินน้ำแกง</p>
<p>ผมตอบไม่ได้หรอกว่า วันคืนหลังจากนั้นชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร รู้แค่ว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว</p>
<p>ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราทุกคนต้องตาย แต่ใครเล่าจะทำใจรับมันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะถ้ามันมาอย่างกระทันหันเช่นนี้</p>
<p>กับเรื่องที่อาจจะเกิด เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เรายังมีการซ้อมรับมือกับมันอยู่บ่อย ๆ</p>
<p>แล้วกับเรื่องที่แน่นอนอย่างความตายล่ะ เราเคยซ้อมรับมือกับมันหรือไม่?</p>
<p>เพียงแค่ก่อนนอนยังโทรศัพท์ออดอ้อนร่ำลากันเป็นชั่วโมง หรือก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศยังต้องร่ำลากันเป็นวัน ๆ</p>
<p>หากถึงขั้นเราต้องตายจากกันล่ะ ต้องร่ำลากันแค่ไหนมันจึงจะรู้สึกเพียงพอ?</p>
<p>พูด ก็พูดเถอะต่อให้เราซ้อมมันบ่อย ๆ แต่กับสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ  ใครเล่าจะไม่โศกเศร้ากับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคนที่เรารักและผูกพัน</p>
<p>สิ่งเหล่านี้คงไม่ได้ช่วยให้เราไม่เศร้า แต่คงช่วยบรรเทาความเสียใจได้บ้าง</p>
<p>ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงไม่ทะเลาะกัน</p>
<p>ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงกอดกัน</p>
<p>ถ้ารู้ว่าจะไม่เจอกันแล้ว เราคงบอกรักกัน</p>
<p>ความคิดวนเวียนพร่ำเพ้อรำพึงรำพันอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา และบางคนถึงขั้นใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้</p>
<p>ใช่หรือไม่ว่าความตายไม่ได้สร้างปัญหาให้กับคนที่ตาย แต่มันสร้างปัญหาให้กับคนที่ยังอยู่ต่างหาก</p>
<p>โลกที่โหดร้ายในตอนนี้ทำให้ความตายมันใกล้ตัวเรามากเกินกว่าจะละเลยไม่คิดถึงมัน</p>
<p>สิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้ ก็แค่หันกลับมามองคนที่เรามีอยู่ในชีวิตแล้วนึกถึงวันที่ไม่มีเขา</p>
<p>เราจะทำอะไร หากพรุ่งนี้เราต้องตายจากกัน</p>
<p>ลมเหมันต์</p></div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2011/02/22/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>46</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถือศีล กินเจ</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2010/10/06/%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2010/10/06/%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Oct 2010 12:40:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ถือศีล กินเจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[การถือศีลกินเจ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมาช้านาน เราอาจจะไม่ให้ความสนใจกับเรื่องถือศีล แต่เราทุกคนจริงจังกับการไม่กินเนื้อสัตว์ ช่วงเวลานี้เราพร้อมที่จะหันไปบริโภคอาหารจำพวกพืชผักผลไม้แทน จิตใจได้บุญ ร่างกายได้ประโยชน์ และสัตว์บางประเภทก็ได้ยืดเวลาตาย ให้มันได้มีเวลาบอกลาเพื่อนฝูง มีเวลาบนโลกนี้ยาวนานขึ้น, แน่นอน สุดท้ายก็ต้องตาย ผมเคยสงสัยว่า กินเจเรากินไข่ไก่ไม่ได้ เพราะถ้าเรากินก็ต้องมีชีวิตหนึ่งที่ต้องสังเวยไป แต่นมวัวล่ะ? ในเมื่อเราไม่ต้องไปตัดนมมันมา หรือไปฆ่ามันเพื่อเอานม  เหมือนฆ่าช้างเพื่อเอางา แม้กระทั่งผักบางชนิดก็ยังไม่สามารถกินได้ แต่แม้ว่าใครจะมีคำถาม เราก็ยังคงปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัด นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า &#8220;ความศรัทธา&#8221; นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัดว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยดูจากลักษณะกราม ฟัน เล็บ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกินเนื้อ การกลับมากินพืชเหมือนอย่างบรรพบุรุษของเรา ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ย้อนกลับไป เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ต้นไม้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติที่เป็นผู้ให้กำเนิด แต่พอนานวันเข้าต้นไม้ก็แพร่พันธุ์กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เหมือนดังโรคผิวหนังของโลก มันกระจายอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าโลกก็ถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าพืช ถึงตอนนั้น คาร์บอนไดออกไซด์มีน้อยเกินไปสำหรับจำนวนพืชทั้งหมด เมื่อธรรมชาติรู้ปัญหา ธรรมชาติก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา ให้เปลี่ยนออกซิเจนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และให้คอยกินพืชเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีเยอะเกินไป ธรรมชาติหาทางออกได้เสมอ แต่พอนานวันเข้าสัตว์กินพืชพวกนี้ก็มีมากขึ้นจนเยอะเกินไปอีก พืชทั้งหลายเริ่มลดน้อยลง คาร์บอนไดออกไซด์เริ่มมากเกินไป ธรรมชาติก็ไม่รอช้าที่จะสร้างสัตว์อีกจำพวกนึงขึ้นมา เพื่อจัดการปัญหานี้ และเราเรียกมันว่า สัตว์กินเนื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การถือศีลกินเจ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติต่อกันมาช้านาน</p>
<p>เราอาจจะไม่ให้ความสนใจกับเรื่องถือศีล แต่เราทุกคนจริงจังกับการไม่กินเนื้อสัตว์<br />
ช่วงเวลานี้เราพร้อมที่จะหันไปบริโภคอาหารจำพวกพืชผักผลไม้แทน<br />
จิตใจได้บุญ ร่างกายได้ประโยชน์ และสัตว์บางประเภทก็ได้ยืดเวลาตาย<br />
ให้มันได้มีเวลาบอกลาเพื่อนฝูง มีเวลาบนโลกนี้ยาวนานขึ้น, แน่นอน สุดท้ายก็ต้องตาย</p>
<p>ผมเคยสงสัยว่า กินเจเรากินไข่ไก่ไม่ได้ เพราะถ้าเรากินก็ต้องมีชีวิตหนึ่งที่ต้องสังเวยไป<br />
แต่นมวัวล่ะ? ในเมื่อเราไม่ต้องไปตัดนมมันมา หรือไปฆ่ามันเพื่อเอานม  เหมือนฆ่าช้างเพื่อเอางา<br />
แม้กระทั่งผักบางชนิดก็ยังไม่สามารถกินได้<br />
แต่แม้ว่าใครจะมีคำถาม เราก็ยังคงปฏิบัติตามกันอย่างเคร่งครัด<br />
นี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่า &#8220;ความศรัทธา&#8221;</p>
<p>นักวิทยาศาสตร์ยืนยันแน่ชัดว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช<br />
โดยดูจากลักษณะกราม ฟัน เล็บ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อกินเนื้อ<br />
การกลับมากินพืชเหมือนอย่างบรรพบุรุษของเรา ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี</p>
<p>ย้อนกลับไป เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ต้นไม้ได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยธรรมชาติที่เป็นผู้ให้กำเนิด แต่พอนานวันเข้าต้นไม้ก็แพร่พันธุ์กระจายไปทั่วทุกมุมโลก เหมือนดังโรคผิวหนังของโลก มันกระจายอย่างรวดเร็ว<br />
ในไม่ช้าโลกก็ถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าพืช</p>
<p>ถึงตอนนั้น คาร์บอนไดออกไซด์มีน้อยเกินไปสำหรับจำนวนพืชทั้งหมด<br />
เมื่อธรรมชาติรู้ปัญหา ธรรมชาติก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างสัตว์ต่าง ๆ ขึ้นมา ให้เปลี่ยนออกซิเจนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และให้คอยกินพืชเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีเยอะเกินไป<br />
ธรรมชาติหาทางออกได้เสมอ</p>
<p>แต่พอนานวันเข้าสัตว์กินพืชพวกนี้ก็มีมากขึ้นจนเยอะเกินไปอีก พืชทั้งหลายเริ่มลดน้อยลง คาร์บอนไดออกไซด์เริ่มมากเกินไป<br />
ธรรมชาติก็ไม่รอช้าที่จะสร้างสัตว์อีกจำพวกนึงขึ้นมา เพื่อจัดการปัญหานี้ และเราเรียกมันว่า สัตว์กินเนื้อ<br />
ทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่เพื่อเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดไร้ประโยชน์สำหรับธรรมชาติ</p>
<p>กลับมาที่เรื่องของการถือศีลกินเจ<br />
เดี๋ยวมาต่อ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2010/10/06/%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a8%e0%b8%b5%e0%b8%a5-%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>46</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชั่วฟ้าดินสลาย</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2010/09/26/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2010/09/26/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Sep 2010 14:41:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ชั่วฟ้าดินสลาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[ชั่วฟ้าดินสลาย ส่วนหลัก ๆ ของหนังคือ &#8220;โซ่ตรวน&#8221; ที่ล่าม &#8220;ส่างหม่อง&#8221; กับ &#8220;ยุพดี&#8221; ไว้ด้วยกัน เนื่องจากทั้งคู่ตกเป็นเหยื่อของปีศาจร้าย ที่มาในคราบของ &#8220;ความรัก&#8221; แล้ว ใครเล่าเคยว่าไว้ว่าความรักคือสิ่งสวยงาม?เพียงแค่มันเกิดขึ้นผิดที่ ผิดเวลา ผิดคน จากสิ่งสวยงามก็กลายร่างเป็นปีศาจร้ายได้อย่างน่ารันทดใจ ใช่หรือไม่ว่าโซ่ตรวนนั้นสะท้อนถึงการผูกมัดของคนเราดังเช่น &#8220;การแต่งงาน&#8221; ? แรก ๆ ทั้งสองก็ยังสนุกกับมัน แต่พอนานไป กลับมีแค่ความขุ่นข้องหมองใจต่อกันมากขึ้นทุกวัน หรือแท้จริงแล้วการแต่งงานเป็นแค่พิธีที่ใช้สร้างเงื่อนไขให้คนหมดรักกันต้องอยู่ด้วยกัน? เพราะโลกนี้ไม่สามารถมีใครดูแลหรือโอบกอดกันได้ตลอดเวลา เราต่างต้องการบางคน หรือไม่ต้องการบางคน ในบางเวลา อยากอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน อยากออกไปดูภูเขา แม้กระทั่งความรัก ก็ยังต้องการพักผ่อน เมื่อทั้งสองถูกตรึงไว้ด้วยกันตลอดเวลา จึงย่อมมีการกระทบกระทั่งกันมากกว่าที่ควรจะเป็น จน ช่วงหลังทั้งสองต้องการที่จะตัดโซ่ออกจากกันมาหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ได้มีชีวิตน้อย ๆ ก่อกำเนิดขึ้นในท้องของยุพดี และตอนนั้นเอง ความพยายามที่จะตัดโซ่ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับส่างหม่องอีกต่อไปเพราะเขารู้ดีว่าได้มีโซ่ล่องหน เส้นใหม่ ที่ไม่มีทางตัดขาดได้ ได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความรัก หรือด้วยความใคร่ก็ตาม ความรักทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน และความรักอีกเช่นกัน ที่แยกพวกเขาออกจากกัน หนัง ทำฉากได้ละเมียดละมัยมาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-47" title="ชั่วฟ้าดินสลาย" src="http://www.lomheman.com/wp-content/uploads/2010/09/A9697476-0.jpg" alt="ชั่วฟ้าดินสลาย" width="351" height="500" /></p>
<p>ชั่วฟ้าดินสลาย</p>
<p>ส่วนหลัก ๆ ของหนังคือ &#8220;โซ่ตรวน&#8221; ที่ล่าม  &#8220;ส่างหม่อง&#8221; กับ &#8220;ยุพดี&#8221; ไว้ด้วยกัน  เนื่องจากทั้งคู่ตกเป็นเหยื่อของปีศาจร้าย ที่มาในคราบของ &#8220;ความรัก&#8221;</p>
<p>แล้ว ใครเล่าเคยว่าไว้ว่าความรักคือสิ่งสวยงาม?เพียงแค่มันเกิดขึ้นผิดที่  ผิดเวลา ผิดคน จากสิ่งสวยงามก็กลายร่างเป็นปีศาจร้ายได้อย่างน่ารันทดใจ</p>
<p>ใช่หรือไม่ว่าโซ่ตรวนนั้นสะท้อนถึงการผูกมัดของคนเราดังเช่น &#8220;การแต่งงาน&#8221; ?</p>
<p>แรก ๆ ทั้งสองก็ยังสนุกกับมัน แต่พอนานไป กลับมีแค่ความขุ่นข้องหมองใจต่อกันมากขึ้นทุกวัน</p>
<p>หรือแท้จริงแล้วการแต่งงานเป็นแค่พิธีที่ใช้สร้างเงื่อนไขให้คนหมดรักกันต้องอยู่ด้วยกัน?</p>
<p>เพราะโลกนี้ไม่สามารถมีใครดูแลหรือโอบกอดกันได้ตลอดเวลา</p>
<p>เราต่างต้องการบางคน หรือไม่ต้องการบางคน ในบางเวลา อยากอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน อยากออกไปดูภูเขา</p>
<p>แม้กระทั่งความรัก ก็ยังต้องการพักผ่อน</p>
<p>เมื่อทั้งสองถูกตรึงไว้ด้วยกันตลอดเวลา จึงย่อมมีการกระทบกระทั่งกันมากกว่าที่ควรจะเป็น</p>
<p>จน ช่วงหลังทั้งสองต้องการที่จะตัดโซ่ออกจากกันมาหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็ได้มีชีวิตน้อย ๆ ก่อกำเนิดขึ้นในท้องของยุพดี และตอนนั้นเอง  ความพยายามที่จะตัดโซ่  ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับส่างหม่องอีกต่อไปเพราะเขารู้ดีว่าได้มีโซ่ล่องหน เส้นใหม่ ที่ไม่มีทางตัดขาดได้ ได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความรัก  หรือด้วยความใคร่ก็ตาม</p>
<p>ความรักทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน และความรักอีกเช่นกัน ที่แยกพวกเขาออกจากกัน</p>
<p>หนัง ทำฉากได้ละเมียดละมัยมาก ๆ ถึงฉากเศร้าจะไม่รุนแรง  แต่ก็พอสะกิดน้ำออกจากตาได้บ้างถึงบางมุขจะเล่นผิดที่ผิดเวลา  แต่ก็ทำให้หนังคลายความหม่นหมองลงไปได้เยอะ</p>
<p>พะโป้ เสือผู้หญิงที่รักการสวดมนต์ อาจเพราะต้องการลบล้างกับบาปที่เคยทำก็เป็นได้</p>
<p>ส่า งหม่อง หนุ่มผู้ขี้ขลาด ไม่กล้าสบตาใคร  แม้แต่ตอนที่กำลังจะเล่นชู้กับเมียของอาตัวเอง ก็ยังโยนความผิดไปให้ยุพดี  และเป็นแบบนี้ตลอดเวลา</p>
<p>ยุพดี หญิงผู้รักอิสระ เกลียดจารีตประเพณี เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้ความเป็นอิสระลดน้อยลง</p>
<p>หนังดี ๆ อย่าลืมไปดูกันนะเพื่อน ๆ</p>
<p>ลมเหมันต์﻿</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2010/09/26/%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>45</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>2. รถไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2010/07/16/2-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2010/07/16/2-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Jul 2010 19:34:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยินดีที่ไม่รู้จัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[เช้าแล้ว เสียงต่าง ๆ ประดังเข้ามาในโสตประสาท ราวกับทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนออกหากินในยามเช้า ใครกันเล่ากำหนดว่ามนุษย์เราต้องนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน? ผมอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ดังเช่นที่ทำมาตลอด 2 ปีหลังจากเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตที่ลายขวาง เหมือนที่คนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนใส่กัน กางเกงสีดำมัน รองเท้าหนังขัดเงา ทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ดูเหมือน &#8220;มนุษย์เงินเดือน&#8221; ผมเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ราวกับต้องการวิ่งหนีออกจากมันไปให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมออกไปทำงานทุกวัน ก็เพื่อจ่ายชำระเงินกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อผ่อนมัน ผมต้องการมันจริงหรือ? ผมต้องการแบบนี้หรือ? แล้วผมก็เห็นฝูงชนที่ต่างพากันเร่งรีบหนีออกจากบ้าน ต่างก็ให้คำตอบกับผม &#8220;ใช่ พวกเราต้องการมัน มันคือความไฝ่ฝันที่ปราศจากการครอบครอบของพวกเรา&#8221;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เช้าแล้ว เสียงต่าง ๆ ประดังเข้ามาในโสตประสาท ราวกับทุกชีวิตบนโลกนี้ล้วนออกหากินในยามเช้า ใครกันเล่ากำหนดว่ามนุษย์เราต้องนอนตอนกลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน? ผมอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ดังเช่นที่ทำมาตลอด 2 ปีหลังจากเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ๊ตที่ลายขวาง เหมือนที่คนอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนใส่กัน กางเกงสีดำมัน รองเท้าหนังขัดเงา ทำทุก ๆ อย่างเพื่อให้ดูเหมือน &#8220;มนุษย์เงินเดือน&#8221;</p>
<p>ผมเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ราวกับต้องการวิ่งหนีออกจากมันไปให้เร็วที่สุด ทั้ง ๆ ที่ผมออกไปทำงานทุกวัน ก็เพื่อจ่ายชำระเงินกว่าครึ่งของเงินเดือนเพื่อผ่อนมัน ผมต้องการมันจริงหรือ? ผมต้องการแบบนี้หรือ? แล้วผมก็เห็นฝูงชนที่ต่างพากันเร่งรีบหนีออกจากบ้าน ต่างก็ให้คำตอบกับผม &#8220;ใช่ พวกเราต้องการมัน มันคือความไฝ่ฝันที่ปราศจากการครอบครอบของพวกเรา&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2010/07/16/2-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>50</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>1. เธอ</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2010/07/12/%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2010/07/12/%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 07:58:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ยินดีที่ไม่รู้จัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[เสียงรถดึงให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมงัวเงียมองหาที่มาของเสียง จนเหลือบไปเห็นรถบรรทุกขนาดย่อม กำลังจอดเทียบริมทางเท้าของบ้านหลังถัดไป ตัวรถเดิมน่าจะสีขาวสภาพเหมือนผ่านการใช้งานอย่างหนักมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้สีของมันดูเปลี่ยนไปบ้าง ด้านข้างตัวรถมีตัวหนังสือบอกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตัวใหญ่ชัดเจน ราวกับจะประกาศให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นรถรับจ้างขนของทั่วไป กะบะหลังรถเต็มไปด้วยกล่องใบเล็กใหญ่ซ้อนกันไว้จนเกือบเต็มพื้นที่ ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงลงมาจากรถทางด้านคนนั่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบ &#8220;เธอ&#8221; ดูแล้วเธอคงกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปนี่เอง ก่อนหน้านี้มันไม่มีคนอยู่หรอกหรือ? ใครจะไปรู้ล่ะผมไม่เคยได้สังเกตุ ไม่ใช่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกผมคงไม่มีเวลาไปสังเกตุเรื่องอะไรแบบนี้หรอก ตื่นเช้าก็ต้องรีบออกไปทำการทำงาน ราวกับว่าเกลียดบ้านหลังนี้เสียเต็มประดา พอกลับมาก็เหนื่อยเกินไปสำหรับการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์แบบนั้น เราต่างมีสงครามของตัวเอง เธอและลุงคนขับรถช่วยกันขนของอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ผมนั่งมองการขนลังกระดาษลงจากรถย้ายเข้าไปในบ้านอย่างไร้จุดหมาย รู้ตัวอีกทีลุงคนขับรถก็ไม่อยู่ในสายตาผมอีกต่อไป นอกจากเธอแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่เหลือก็เป็นเพียงภาพเบลอ ผมที่ดำตรงสลวยถูกปิดซ่อนบางส่วนไว้ในหมวกแก๊ปใบใหญ่ ผิวขาวนวลผ่องราวกับแสงจันทร์ รูปร่างกะทัดรัดอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ (สำหรับผม) แบบนี้ ถึงผมยังจะเห็นหน้าตาเธอไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมก็หลงใหลเธอจากอิริยาบถของเธอ รักหรือ? คงไม่น่าจะใช่หรอกนะ  บางทีผมก็คิดว่าคำพูดที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกมันมีน้อยเกินไป หัวใจเราซับซ้อนกว่านั้น เอาเป็นว่าผมยังไม่ได้รัก แต่ไม่ใช่แค่ชอบธรรมดาแน่ ๆ เก้าโมงแล้วลังกระดาษสีน้ำตาลลังสุดท้ายถูกยกออกจากรถโดยลุงขับรถที่ยังคงเป็นภาพเบลอ ๆ เธอคุยกับลุงขับรถสักพักแล้วลุงก็ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไป เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าหน้าบ้าน ไกวมันเล็กน้อย จากที่ดูในตอนนี้เธอคงมาอยู่คนเดียวแน่ ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงรถดึงให้ผมตื่นจากภวังค์ ผมงัวเงียมองหาที่มาของเสียง จนเหลือบไปเห็นรถบรรทุกขนาดย่อม กำลังจอดเทียบริมทางเท้าของบ้านหลังถัดไป ตัวรถเดิมน่าจะสีขาวสภาพเหมือนผ่านการใช้งานอย่างหนักมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ทำให้สีของมันดูเปลี่ยนไปบ้าง ด้านข้างตัวรถมีตัวหนังสือบอกหมายเลขโทรศัพท์ไว้ตัวใหญ่ชัดเจน ราวกับจะประกาศให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นรถรับจ้างขนของทั่วไป กะบะหลังรถเต็มไปด้วยกล่องใบเล็กใหญ่ซ้อนกันไว้จนเกือบเต็มพื้นที่</p>
<p>ทันใดนั้นก็มีหญิงสาวคนนึงลงมาจากรถทางด้านคนนั่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพบ &#8220;เธอ&#8221;</p>
<p>ดูแล้วเธอคงกำลังจะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังถัดไปนี่เอง ก่อนหน้านี้มันไม่มีคนอยู่หรอกหรือ? ใครจะไปรู้ล่ะผมไม่เคยได้สังเกตุ ไม่ใช่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกผมคงไม่มีเวลาไปสังเกตุเรื่องอะไรแบบนี้หรอก ตื่นเช้าก็ต้องรีบออกไปทำการทำงาน ราวกับว่าเกลียดบ้านหลังนี้เสียเต็มประดา พอกลับมาก็เหนื่อยเกินไปสำหรับการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์แบบนั้น เราต่างมีสงครามของตัวเอง</p>
<p>เธอและลุงคนขับรถช่วยกันขนของอย่างเร่งรีบ ราวกับว่ายังมีเรื่องต้องทำอีกมากมายในเช้าวันอาทิตย์แบบนี้ ผมนั่งมองการขนลังกระดาษลงจากรถย้ายเข้าไปในบ้านอย่างไร้จุดหมาย รู้ตัวอีกทีลุงคนขับรถก็ไม่อยู่ในสายตาผมอีกต่อไป นอกจากเธอแล้ว สิ่งอื่น ๆ ที่เหลือก็เป็นเพียงภาพเบลอ ผมที่ดำตรงสลวยถูกปิดซ่อนบางส่วนไว้ในหมวกแก๊ปใบใหญ่ ผิวขาวนวลผ่องราวกับแสงจันทร์ รูปร่างกะทัดรัดอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ ในวันสบาย ๆ (สำหรับผม) แบบนี้ ถึงผมยังจะเห็นหน้าตาเธอไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ผมก็หลงใหลเธอจากอิริยาบถของเธอ</p>
<p>รักหรือ? คงไม่น่าจะใช่หรอกนะ  บางทีผมก็คิดว่าคำพูดที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกมันมีน้อยเกินไป หัวใจเราซับซ้อนกว่านั้น เอาเป็นว่าผมยังไม่ได้รัก แต่ไม่ใช่แค่ชอบธรรมดาแน่ ๆ</p>
<p>เก้าโมงแล้วลังกระดาษสีน้ำตาลลังสุดท้ายถูกยกออกจากรถโดยลุงขับรถที่ยังคงเป็นภาพเบลอ ๆ เธอคุยกับลุงขับรถสักพักแล้วลุงก็ขึ้นรถขับออกจากหมู่บ้านไป เธอนั่งพักเหนื่อยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้าหน้าบ้าน ไกวมันเล็กน้อย จากที่ดูในตอนนี้เธอคงมาอยู่คนเดียวแน่ ๆ แล้วญาติเธอล่ะ? เธอมีแฟนหรือยัง? ทำไมถึงออกมาอยู่ตัวคนเดียว? หลายคำถามที่เหมือนไม่ต้องการคำตอบผุดขึ้นในใจผม เธอยังคงนั่งมองเหม่ออยู่อย่างนั้น ผมก็ยังคงนั่งมองเธอจากมุมนี้ ผมยังไม่รีบไปไหนหรอก ผมคงนั่งมองเธอนานตราบเท่าที่เธอยังอยากนั่งอยู่ตรงนั้น</p>
<p>แต่เธอก็ไม่ให้โอกาสผมทำความรู้จักกับเธอนานเกินไปนัก เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าบ้านไป ปล่อยทิ้งชิงช้าที่ยังคงแกว่งไกว ไว้กับผม ผมนั่งดูชิงช้าที่แกว่งไปมาจนกระทั่งมันหลับไหล จนกระทั้งมันไร้การเคลื่อนไหว จนกระทั่งตะวันลับลาจากไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2010/07/12/%e0%b9%80%e0%b8%98%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>46</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>5. การลงทุน</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2009/11/10/5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2009/11/10/5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 06:56:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภูสอยดาวในกระเป๋า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[การลงทุน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>การลงทุน</strong><strong></strong></p>
<p>“สถานีต่อไป พิษณุโลก ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ” ในที่สุด ผมก็ถึงพิษณุโลก ผมดูนาฬิกาที่ผูกอยู่บนข้อมือที่บอกว่าตอนนี้เวลาตีห้าครึ่งแล้ว รวมเวลาที่ผมอยู่ในรถไฟประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้เลย</p>
<p>สถานีนี้มีคนลงน้อยมาก ไม่เกิน 5 คนเห็นจะได้ผมเดินวนรอบ ๆ สถานีแบบคนไม่รู้ทาง พยายามหาทางออก และกวาดสายตาดูรอบ ๆ เพื่อหารถรับจ้างให้ไปส่งผมที่สถานีขนส่งเพื่อเดินทางต่อไป ระหว่างนั้นผมเห็นน้องวัยรุ่นกลุ่มนึงซึ่งลงมาพร้อมกันก็ทำท่าทางเงอะ ๆ เงิ่น ๆ ไม่ต่างจากผมเท่าใดผมเดาเอาเองจากที่เห็น ว่าเค้าคงมาเที่ยวเหมือนกัน</p>
<p>“พี่ ๆ ไปไหนครับ” เสียงชายสูงอายุคนนึงเข้ามาคุยกับผม ดูจากรถสามล้อถีบที่จอดใกล้ ๆ นั้นแล้วลุงแกน่าจะเป็นคนขับรถคันนั้นอย่างไม่ต้องสืบ</p>
<p>“ไปขนส่งครับ” ผมตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋าให้รัดกุมพร้อมเป็นสัญญาณว่าผมพร้อมจะเดินทางแล้ว</p>
<p>“มาเลยครับเดี๋ยวผมช่วยถือ” ชายสูงอายุยื่นมือมาช่วยผมถือเต๊นท์และนำทางผมไปขึ้นรถสามล้อถีบ</p>
<p>เมื่อผมขึ้นนั่งพร้อมสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ลุงคนขับรถก็ค่อย ๆ ถีบสามล้อคู่กายของเขาออกไปท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกมาอย่างเบา ๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ</p>
<p>ผมนั่งมองข้างทางไปอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่ภาพเบื้องหน้าผมคือ ชายที่บนหัวมีเส้นผมสีดอกเลาที่มีถุงพลาสติกใสที่ครอบหัวไว้ใช้กันฝนแบบง่าย ๆ กำลังถีบสามล้อแบบมีหลังคา โดยมีผมเป็นผู้โดยสาร วิ่งมาเรื่อย ๆ ผ่านซอกซอยเล็ก ๆ อย่างชำนาญทาง แต่ร่างกายที่สั่นเทาราวกับจะบอกกับผมว่า ลุงแก่เกินไปที่จะถีบจักรยานโดยสารให้กับผมแล้ว ผมและสัมภาระหนักเกินไปสำหรับร่างกายที่ผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 60 ปี คงเพราะความจำเป็นบางอย่างจึงทำให้ลุงต้องทำ  แต่อะไรคือความจำเป็นนั้น?</p>
<p>เมื่อคนเรามีลูก เราก็หวังว่าจะให้ลูกหลานเลี้ยงเรายามแก่เถ้า ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว ลูกคือสินทรัพย์อย่างหนึ่งของพ่อแม่ การมีลูกคือการลงทุนชนิดหนึ่ง ทั้งค่าเลี้ยงดู ค่าเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นการลงทุน ยิ่งถ้าเราลงทุนเยอะ เราก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงเช่นการส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ด้วยหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะทำให้หน้าที่การงานดีกว่าที่จะเรียนในประเทศ</p>
<p>แต่การลงทุนมีความเสี่ยง สิ่งที่หวังไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง บางคนเรียนไม่จบ บางคนจบมาแล้วก็ตกงาน นอกจากไม่ให้ผลกำไรหรือคืนทุนแล้ว ยังจะเป็นภาระของพ่อแม่ต่อไปอีก</p>
<p>….</p>
<p>“ถึงแล้วครับพี่” รถสามล้อถีบหยุดลงที่หน้าสถานีขนส่ง ผมยังคงไม่ชินเท่าไหร่กับการที่มีใครสักคนที่อายุมากกว่ามาก ๆ มาเรียกผมว่า “พี่” แต่ก็ไม่ได้เถียงอะไรพร้อมก้าวลงจากรถอย่างว่าง่าย</p>
<p>“เท่าไหร่ครับลุง” ผมถามราคาค่าโดยสารที่พาผมมาถึงขนส่งโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที</p>
<p>“40 บาทครับ” ลุงตอบพร้อมรอยยิ้ม ผมยื่นธนบัตรฉบับละ 20 บาทให้ลุงไปสองใบก่อนขนสัมภาระลงมากองข้าง ๆ รถ</p>
<p>ลุงแนะนำผมต่อว่าให้ไปขึ้นรถคันไหนซื้อตั๋วที่ไหน และรถจะออกประมาณกี่โมง ผมรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนจะชวนลุงคุยบ้าง</p>
<p>“ลุงยังแข็งแรงอยู่เลยนะครับ ยังถีบรถรับจ้างไหวด้วย”</p>
<p>“ผมถีบมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ แล้วครับ ผมชอบ วันไหนไม่ได้ออกมาถีบมันนอนไม่หลับ” ผมไม่แน่ใจว่าลุงหมายถึงรถหรือคน</p>
<p>“แล้วลูก ๆ ลุงล่ะครับ?”</p>
<p>“ลูกผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ ใกล้จบแล้ว ผมก็อยากให้มันเรียนจบเร็ว ๆ จะได้มีงานดี ๆ มีเงินดี ๆ จะได้หมดห่วงกันไปซะที” ลุงพูดด้วยหน้าตาภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด</p>
<p>“ถ้าจบแล้วลุงจะให้ลูกกลับมาอยู่ด้วยหรือเปล่าครับ ลุงจะได้เลิกถีบรถซะที” ผมพยายามดึงเข้าประเด็น</p>
<p>“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก แค่ให้มันเรียนจบมีการมีงานทำลุงก็พอใจแล้ว ลุงอยู่นี่ไม่ต้องใช้อะไรมาก พอกินพอใช้อยู่แล้ว สบายสบาย แค่ว่าง ๆ ก็มาเยียมกันบ้าง และตอนลุงตายให้มันมาเผาผีลุงก็พอ” รอยยิ้มก่อนเดินจากไปที่ผมเห็นนั้น ทำให้รู้ได้เลยว่าลุงพูดความจริงแค่ไหน การสนทนานี้ทำให้ผมไม่แน่ใจเรื่อง “ลูก กับการลงทุน” ซักเท่าไหร่ มีด้วยหรอกับการหว่านพืชไม่หวังผล มีด้วยหรอกับการลงทุนโดยไม่หวังผลกำไร?</p>
<p>ผมหวังว่าซักวันถ้าผมมีลูก ผมคงเข้าใจมากกว่านี้</p>
<p>ในขณะที่ผมเดินหาช่องจองตั๋วรถทัวร์เพื่อต่อรถไปยังชาติตระการ มีเสียงใส ๆ ของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งดังเข้ามาในหูของผม</p>
<p>“เอ่อ.. พี่ไปภูสอยดาวหรือเปล่าคะ?”</p>
<p>ในตอนนั้นเองทำให้ผมได้ผู้ร่วมทางใหม่เพิ่มอีก 3 คน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2009/11/10/5-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>50</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>4. อดีตหรืออนาคต</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2009/10/16/%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2009/10/16/%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Oct 2009 08:22:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภูสอยดาวในกระเป๋า]]></category>
		<category><![CDATA[อดีต]]></category>
		<category><![CDATA[อนาคต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[อดีตหรืออนาคต รถไฟแล่นผ่านไป สถานีแล้ว สถานีเล่า ตีสามแล้วฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังคงเห็นบ้านเรือนริมทางรถไฟเป็นระยะ ๆ ผมชอบที่จะมองบ้านริมทางโดยเฉพาะบ้านชั้นบน เมื่อเรามองผ่านเข้าไปในหน้าต่างแล้วเห็นแสงของหลอดไฟสว่างไสวอยู่ ไม่ว่าเป็นหลอดไฟทังเสตน หรือฟลูโอเรสเซนส์ ไม่ว่าจะสีส้ม หรือสีขาว มันทำให้ผมรู้ว่าที่ตรงนั้น ยังมีคนบางคน ทำอะไรบางอย่างอยู่ อาจจะดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกันระหว่างครอบครัว  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดวงไฟนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และรู้สึกเหงาในเวลาเดียวกัน อบอุ่นที่ผมก็มีไฟดวงนั้น และเหงาที่ไฟดวงนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้ มีคนบอกว่า “เมื่อเราเดินทางใกล้ ๆ เช่นนั่งรถกลับบ้าน เราจะนึกถึงแต่เพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ถ้าเราออกเดินทางไกล เราจะนึกถึงอดีตที่ผ่านมาในชีวิต” เห็นจะเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าเราอยู่คนเดียว ผมคิดว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะเราเห็นสองข้างทางที่วิ่งผ่านเราไป ทำให้เราหวนนึกถึงอดีตมากกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคต ทั้งที่จริงๆ แล้ว “อนาคตก็คืออดีตที่ยังมาไม่ถึง” บางคนอาจจะเลือกที่จะมีความสุขหรือทุกข์อยู่กับอดีต แต่บางคนก็เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตแม้รู้ว่าสักวันมันจะกลายเป็นอดีตก็ตาม และยิ่งถ้าเรามีอดีตที่เราทำผิดพลาดไป หรือเกิดเรื่องผิดหวังขึ้น เราก็จะยิ่งพยายามลืมมัน แล้วพยายามทำอนาคตให้ดีขึ้น โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เราลืมหรือลบล้างความผิดในอดีตได้ แต่ความจริงแล้ว อนาคตคือสิ่งที่เราอยากเป็น แต่อดีตมันคือสิ่งที่เป็นเรา การที่เราพยายามลืมอดีตมันอาจเป็นการพยายามลืมตัวตนของตัวเองอยู่ก็ได้ แต่จะให้ดีแล้วเราควรจะอยู่กับ “ปัจจุบัน” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>อดีตหรืออนาคต</strong></p>
<p>รถไฟแล่นผ่านไป สถานีแล้ว สถานีเล่า ตีสามแล้วฝนยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ยังคงเห็นบ้านเรือนริมทางรถไฟเป็นระยะ ๆ ผมชอบที่จะมองบ้านริมทางโดยเฉพาะบ้านชั้นบน เมื่อเรามองผ่านเข้าไปในหน้าต่างแล้วเห็นแสงของหลอดไฟสว่างไสวอยู่ ไม่ว่าเป็นหลอดไฟทังเสตน หรือฟลูโอเรสเซนส์ ไม่ว่าจะสีส้ม หรือสีขาว มันทำให้ผมรู้ว่าที่ตรงนั้น ยังมีคนบางคน ทำอะไรบางอย่างอยู่ อาจจะดูทีวี เล่นเกมส์ อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกันระหว่างครอบครัว  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ดวงไฟนั้นมันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น และรู้สึกเหงาในเวลาเดียวกัน <strong>อบอุ่นที่ผมก็มีไฟดวงนั้น และเหงาที่ไฟดวงนั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้</strong></p>
<p>มีคนบอกว่า “เมื่อเราเดินทางใกล้ ๆ เช่นนั่งรถกลับบ้าน เราจะนึกถึงแต่เพียงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ถ้าเราออกเดินทางไกล เราจะนึกถึงอดีตที่ผ่านมาในชีวิต” เห็นจะเป็นจริง โดยเฉพาะถ้าเราอยู่คนเดียว ผมคิดว่าที่เป็นอย่างนี้เพราะเราเห็นสองข้างทางที่วิ่งผ่านเราไป ทำให้เราหวนนึกถึงอดีตมากกว่าจะมานั่งคิดถึงอนาคต ทั้งที่จริงๆ แล้ว <strong>“อนาคตก็คืออดีตที่ยังมาไม่ถึง”</strong> บางคนอาจจะเลือกที่จะมีความสุขหรือทุกข์อยู่กับอดีต แต่บางคนก็เลือกที่จะก้าวเดินต่อไปสู่อนาคตแม้รู้ว่าสักวันมันจะกลายเป็นอดีตก็ตาม และยิ่งถ้าเรามีอดีตที่เราทำผิดพลาดไป หรือเกิดเรื่องผิดหวังขึ้น เราก็จะยิ่งพยายามลืมมัน แล้วพยายามทำอนาคตให้ดีขึ้น โดยหวังว่ามันจะช่วยให้เราลืมหรือลบล้างความผิดในอดีตได้ แต่ความจริงแล้ว อนาคตคือสิ่งที่เราอยากเป็น แต่อดีตมันคือสิ่งที่เป็นเรา การที่เราพยายามลืมอดีตมันอาจเป็นการพยายามลืมตัวตนของตัวเองอยู่ก็ได้</p>
<p><strong>แต่จะให้ดีแล้วเราควรจะอยู่กับ “ปัจจุบัน” ให้มากไว้น่าจะดีกว่า เพราะ “ปัจจุบัน” มันอยู่กับเราเพียงแค่แป๊ปเดียว ไม่เหมือนอนาคตและอดีต ที่จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน</strong><strong></strong></p>
<p>“สถานีพิจิตร ท่านผู้โดยสารที่ต้องการลงสถานีนี้ กรุณาตรวจสอบสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย ก่อนลงจากขบวนรถ” สิ้นสุดเสียงประกาศ ผมมองกลับหลังไปหาเพื่อนร่วมทางที่ฝากฝังให้ปลุกเธอที่สถานีนี้ เธอยังคงหลับอย่างที่ผมคิดไว้ ผมลุกไปสะกิดเธอให้ตื่น เธอโบกมือลาโลกแห่งความฝัน แล้วค่อย ๆ ลืมตากลับมาสู่โลกแห่งความจริง เธออาจจะไม่มีเวลาแม้จะกล่าวทักทายกับผมเพราะเธอต้องรีบหิ้วกระเป๋าของเธอ แล้วหันมายิ้มให้ผมพร้อมพูดในใจว่า “ขอบคุณที่ช่วยปลุกค่ะ” แล้วรีบก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผมก่อนที่มันจะแล่นไปข้างหน้าอีกครั้ง พร้อมกับผู้ร่วมทางที่น้อยลงไปอีก 1 คน</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-30" title="อดีตหรืออนาคต" src="http://www.lomheman.com/wp-content/uploads/2009/10/IMG_0104.jpg" alt="อดีตหรืออนาคต" width="448" height="298" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2009/10/16/%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>92</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3. วงกลม</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2009/10/12/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2009/10/12/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2009 09:48:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภูสอยดาวในกระเป๋า]]></category>
		<category><![CDATA[วงกลม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[วงกลม ชึ่ก กะ ชั่ก ชึ่ก กะ ชั่ก เสียงรถไฟวิ่งไปท่ามกลางในความมืด เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่พยายามยังไงก็หลับไม่ลง อาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ที่ผมนั่งมันไม่เหมาะสำหรับการนอน หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่ง่วงก็เป็นได้ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศรอบข้างมืดมิดวังเวง มีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนบางหลังริมทางรถไฟ ส่องแสงให้เห็นเป็นระยะ ๆ ผมเลื่อนบานหน้าต่างปิดลงมา เนื่องจากฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นและอากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว มีพนักงานเดินผ่านไปมาเป็นช่วง ทั้งขายน้ำ ขายข้าว ผมซื้อเพียงน้ำเปล่า และเบียร์เย็น ๆ โดยหวังว่าเบียร์จะทำให้ผมหลับได้ง่ายขึ้น ในขณะผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยผมก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีอะไรบางอย่างมาสัมผัสที่หัวไหล่ผม! เร็วเกินไปหรือเปล่าที่ผีจะออกมาตอนเที่ยงคืน แต่แล้วผมก็โล่งใจเมื่อหันไปเห็นว่าเป็นผู้หญิงรูปร่างท้วมคนนึงที่นั่งถัดไปจากผมนี่เอง “น้อง น้อง … น้องลงที่ไหน?” เธอถามผม “เอ่อ พิษณุโลกครับ” ผมตอบไปแบบงงงงปนระแวง “งั้นถ้าถึงสถานีพิจิตร บอกพี่ด้วยนะ เผื่อพี่หลับน่ะ” เธอพูดพลางยิ้มให้พองามก่อนผละจากไปนั่งที่เดิม “ครับ” ผมรับปากแบบไม่แน่ใจว่าสถานีพิจิตรมันอยู่ตรงไหนของโลก แต่คงจะถึงก่อนสถานีพิษณุโลกแน่ ๆ เป็นเพื่อนร่วมทางในรถไฟขบวนนี้คนแรก ที่เอ่ยปากคุยกับผม และผมดูจากท่าทางและการพูดแล้ว เธอคงเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้อยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะวานคนแปลกหน้า แถมหน้าโหดอย่างผมเป็นหูเป็นตาให้ยามเธอหลับไหล ทำไมเธอถึงไว้ใจผม? “อย่ามองคนจากภายนอก” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>วงกลม</strong><strong> </strong></p>
<p>ชึ่ก กะ ชั่ก ชึ่ก กะ ชั่ก เสียงรถไฟวิ่งไปท่ามกลางในความมืด เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมพยายามข่มตาให้หลับ แต่พยายามยังไงก็หลับไม่ลง อาจจะเป็นเพราะเก้าอี้ที่ผมนั่งมันไม่เหมาะสำหรับการนอน หรืออาจเป็นเพราะผมยังไม่ง่วงก็เป็นได้ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศรอบข้างมืดมิดวังเวง มีเพียงแสงไฟจากบ้านเรือนบางหลังริมทางรถไฟ ส่องแสงให้เห็นเป็นระยะ ๆ</p>
<p>ผมเลื่อนบานหน้าต่างปิดลงมา เนื่องจากฝนที่เริ่มตกหนักขึ้นและอากาศเริ่มเย็นลงจนเกือบจะหนาว มีพนักงานเดินผ่านไปมาเป็นช่วง ทั้งขายน้ำ ขายข้าว ผมซื้อเพียงน้ำเปล่า และเบียร์เย็น ๆ โดยหวังว่าเบียร์จะทำให้ผมหลับได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ในขณะผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยผมก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีอะไรบางอย่างมาสัมผัสที่หัวไหล่ผม! เร็วเกินไปหรือเปล่าที่ผีจะออกมาตอนเที่ยงคืน แต่แล้วผมก็โล่งใจเมื่อหันไปเห็นว่าเป็นผู้หญิงรูปร่างท้วมคนนึงที่นั่งถัดไปจากผมนี่เอง</p>
<p>“น้อง น้อง … น้องลงที่ไหน?” เธอถามผม</p>
<p>“เอ่อ พิษณุโลกครับ” ผมตอบไปแบบงงงงปนระแวง</p>
<p>“งั้นถ้าถึงสถานีพิจิตร บอกพี่ด้วยนะ เผื่อพี่หลับน่ะ” เธอพูดพลางยิ้มให้พองามก่อนผละจากไปนั่งที่เดิม</p>
<p>“ครับ” ผมรับปากแบบไม่แน่ใจว่าสถานีพิจิตรมันอยู่ตรงไหนของโลก แต่คงจะถึงก่อนสถานีพิษณุโลกแน่ ๆ</p>
<p>เป็นเพื่อนร่วมทางในรถไฟขบวนนี้คนแรก ที่เอ่ยปากคุยกับผม และผมดูจากท่าทางและการพูดแล้ว เธอคงเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้อยู่บ่อย ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะวานคนแปลกหน้า แถมหน้าโหดอย่างผมเป็นหูเป็นตาให้ยามเธอหลับไหล</p>
<p>ทำไมเธอถึงไว้ใจผม?</p>
<p>“อย่ามองคนจากภายนอก” ประโยคนี้เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เล็กเนื่องด้วยในทางทฤษฏีแล้ว ถ้าเรามองคนจากภายนอกแต่เพียงภายนอกเราอาจจะถูกสิ่งที่ตาเราเห็นหลอกเอาได้ เช่นบางคนหน้าตาสวยแต่นิสัยข้างในแย่ หรือคนแต่งตัวดีดูภูมิฐาน ก็อาจเป็นคนที่ร้ายได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง ฉะนั้นเราจึงมีทฤษฎีที่สวยงามที่บอกให้เรามองคุณค่าที่แท้จริงที่อยู่ข้างในของคน ๆ นั้น</p>
<p>แต่..</p>
<p>ในทางปฏิบัติแล้ว เราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าข้างในเขาเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ก้าวเข้าไปในโลกของเขา และนั่นอาจเป็นการเสี่ยงเกินไปกับความปลอดภัยของเรา เราจึงทำได้เพียงเดานิสัยกันจากภายนอก และเราจะก้าวเข้าไปหรือให้เค้าก้าวเข้ามาก็ต่อเมื่อเราคิดว่าปลอดภัย</p>
<p>โลกของแต่ละคน ขนาดไม่เท่ากัน โลกของเราไม่ได้มีขนาดเท่าดาวเคราะห์ที่ชื่อโลก แต่มีขนาดเท่ากับที่ที่เราอยู่ ที่ที่เราเคยไป ที่ที่เราเคยเห็น ที่ที่เราเคยรู้จัก และในโลกของเรานั้นยังมีสิ่งที่เราใช้เป็นตัวแบ่งพื้นที่ส่วนตัวของเรา ที่ไม่ต้องการให้ใครเข้ามา ถ้าเราไม่อนุญาติ มีคนเรียกพื้นที่ส่วนตัวนี้ว่า <strong>“วงกลม”</strong></p>
<p>วงกลมของเราอาจจะมาสัมผัสกัน หรืออาจจะซ้อนทับกัน ก็ต่อเมื่อเราต่างอนุญาติ และในส่วนที่ซ้อนทับกันนั้น เป็นที่ ๆ เราสามารถใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันได้ (นึกภาพวงกลมซ้อนทับกันของช่อง 7 สี) และเมื่อมีการซ้อนทับกันแล้ว มันมักจะกินพื้นที่ของวงกลมไปเรื่อย ๆ อย่างที่เราไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีเราก็เหลือพื้นที่ในวงกลมนั้นน้อยเกินไปเสียแล้ว นั่นหมายถึงอิสระของการใช้พื้นที่ในวงกลมที่ลดน้อยลงด้วย</p>
<p>เมื่อเราเพิ่งเจอกัน เราอาจอยากจะใช้พื้นที่ในวงกลมร่วมกันให้มากที่สุด ตื่นเช้ามาต้องโทรหา ก่อนนอนต้องโทรบอก เลิกงานต้องไปกินข้าวด้วยกัน วันหยุดต้องไปเที่ยวกัน ต้องพยายามเจอกันทุกวันทำทุกอย่างในชีวิตร่วมกันให้มากที่สุด จนวันนึงเรามีวงกลมซ้อนทับกันจนเกือบเต็มวง แทบทุกสิ่งในชีวิตเราซ้อนทับกันเกือบสมบูรณ์ เราไม่สามารถใช้เนื้อที่ในวงกลมไปทำอย่างอื่นได้อีกแล้ว หรือเราอาจเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า <strong>“ราหูอมจันทร์”</strong> เมื่อส่วนซ้อนทับกันที่เคยสวยงาม กลับกลายเป็นด้านมืดที่บดบังความสว่างให้เหลือเพียงเสี้ยวเดียว ถึงตอนนั้นมันอาจสายเกินไปที่จะทำให้วงกลมนั้นคลายตัวออก เพื่อที่จะเหลือพื้นที่ส่วนตัวให้เราได้ใช้</p>
<p><strong>จะดีกว่าไหมถ้าเราเหลือที่ส่วนตัวไว้ให้กัน ให้มากพอที่จะไล่ตามความฝัน ให้มากพอที่จะใช้ออกไปขยายพื้นที่โลกของเราให้กว้างขึ้น แต่ก็ให้ส่วนที่ซ้อนทับกันมากเพียงพอที่จะยึดวงกลมสองวงไม่ให้หลุดลอยไปจากกัน</strong></p>
<p>รถไฟจอดที่สถานีลพบุรี ผมดึงสติที่ล่องลอยให้กลับมาในโลกปัจจุบัน ผมหันไปมองผู้หญิงที่วงกลมของเราเพียงแค่สัมผัสกันเล็กน้อย ผมเห็นเธอนอนหลับอย่างที่เธอได้พูดไว้ก่อนหน้านี้จริง ๆ หลับอย่างไร้ความกังวลกับสิ่งต่าง ๆ บนรถไฟขบวนนี้ หรือไร้ความกังวลบนโลกของเธอ.. โลกใบเล็กที่ไม่ดูคนแต่เพียงรูปกาย</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-23" title="วงกลม" src="http://www.lomheman.com/wp-content/uploads/2009/10/IMG_0006.jpg" alt="วงกลม" width="560" height="373" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2009/10/12/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>59</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>2. รถไฟ</title>
		<link>http://www.lomheman.com/2009/10/09/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f/</link>
		<comments>http://www.lomheman.com/2009/10/09/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Oct 2009 04:51:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ลมเหมันต์</dc:creator>
				<category><![CDATA[ภูสอยดาวในกระเป๋า]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomheman.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[รถไฟ ผมไม่รู้ว่าทำไมรถที่เป็นขบวนอยู่บนราง จึงถูกเรียกว่า “รถไฟ” อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมันวิ่งด้วยพลังงานถ่านหิน มีควันไฟตลบอบอวลตลอดเวลาละมั๊ง ผมนั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตคือนั่งไปอยุธยา ตั๋วรถไฟในตอนนั้นเป็นกระดาษแข็งสีแดงอมส้ม บอกจุดหมายปลายทางไว้อย่างชัดเจน ผมยังคงเก็บมันไว้ในกล่องความทรงจำของผมในห้องนอนที่บางคนมาเห็น อาจเผลอเรียกมันว่า “กล่องขยะ” แต่มันก็เป็น ขยะแห่งความทรงจำ ที่นำมารีไซเคิลได้ทุกเมื่อที่ผมต้องการ รถไฟคือศูนย์รวมการเดินทางชนิดหนึ่ง เป็นที่ ๆ ผู้คนที่มี “จุดหมายปลายทาง” ใช้มันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แม้จุดหมายแต่ละคนจะต่างกัน แต่เราก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้เหมือนกัน เราต่างก็เป็น “นักเดินทาง” แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผมมองเห็นผู้ชายวัยรุ่นนั่งแถวหลัง ไม่มีกระเป๋าสักใบติดตัว ผมเดาเอาเองว่าจุดหมายเค้าคงอยู่ใกล้ ๆ ที่พัก หรืออาจจะกำลังกลับที่พัก ถัดจากนั้นไป 1 แถว ผมเห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมเสื้อแดง พร้อมกระเป๋าใบโต เค้าคงกำลังจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่รถไฟขบวนนี้ผ่านแน่ ๆ หลังจากนั้นอีก 2 แถว ผมเห็นเด็กวัยรุ่น 3 คนกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ข้าง ๆ มีกระเป๋าเป้กองซ้อนกันอยู่หลายใบ ดูแล้วคงออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อรถไฟแล่นถึงสถานีดอนเมือง ผู้ชายวัยกลางคนก็ก้าวขึ้นมาเพิ่มจุดหมายให้รถไฟขบวนนี้อีก 1 คน ดู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong>รถไฟ</strong></p>
<p>ผมไม่รู้ว่าทำไมรถที่เป็นขบวนอยู่บนราง จึงถูกเรียกว่า “รถไฟ” อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนมันวิ่งด้วยพลังงานถ่านหิน มีควันไฟตลบอบอวลตลอดเวลาละมั๊ง ผมนั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตคือนั่งไปอยุธยา ตั๋วรถไฟในตอนนั้นเป็นกระดาษแข็งสีแดงอมส้ม บอกจุดหมายปลายทางไว้อย่างชัดเจน ผมยังคงเก็บมันไว้ในกล่องความทรงจำของผมในห้องนอนที่บางคนมาเห็น อาจเผลอเรียกมันว่า “กล่องขยะ” แต่มันก็เป็น ขยะแห่งความทรงจำ ที่นำมารีไซเคิลได้ทุกเมื่อที่ผมต้องการ</p>
<p>รถไฟคือศูนย์รวมการเดินทางชนิดหนึ่ง เป็นที่ ๆ ผู้คนที่มี “จุดหมายปลายทาง” ใช้มันเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แม้จุดหมายแต่ละคนจะต่างกัน แต่เราก็อยู่บนรถไฟขบวนนี้เหมือนกัน เราต่างก็เป็น “นักเดินทาง” แม้จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม</p>
<p>ผมมองเห็นผู้ชายวัยรุ่นนั่งแถวหลัง ไม่มีกระเป๋าสักใบติดตัว ผมเดาเอาเองว่าจุดหมายเค้าคงอยู่ใกล้ ๆ ที่พัก หรืออาจจะกำลังกลับที่พัก ถัดจากนั้นไป 1 แถว ผมเห็นผู้หญิงรูปร่างท้วมเสื้อแดง พร้อมกระเป๋าใบโต เค้าคงกำลังจะเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่รถไฟขบวนนี้ผ่านแน่ ๆ หลังจากนั้นอีก 2 แถว ผมเห็นเด็กวัยรุ่น 3 คนกำลังนั่งคุยกันอย่างออกรส ข้าง ๆ มีกระเป๋าเป้กองซ้อนกันอยู่หลายใบ ดูแล้วคงออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันอย่างไม่ต้องสงสัย</p>
<p>เมื่อรถไฟแล่นถึงสถานีดอนเมือง ผู้ชายวัยกลางคนก็ก้าวขึ้นมาเพิ่มจุดหมายให้รถไฟขบวนนี้อีก 1 คน ดู ๆ แล้วคงนั่งรถไฟกลับบ้านอีกเช่นกัน</p>
<p>ต่างวัตถุประสงค์ ต่างจุดหมาย แต่เราทุกคนก็อยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน ถึงแม้เราจะไม่ได้พูดคุยกันแต่เราต่างรู้ว่าเราอยู่บนรถไฟขบวนเดียวกัน</p>
<p><strong>“ไม่ต่างกันเลยกับชีวิตของเรา”</strong><strong></strong></p>
<p>การเดินทางในชีวิตเราที่ผ่านมา มีผู้ร่วมทางมากมาย บางคนก็จำต้องจากไปเมื่อถึงทางแยกไม่ว่าเต็มใจหรือไม่เต็มใจ เพื่อไปตามจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ บางคนก็อยู่ร่วมขบวนเดินทางกับเรามานานแต่ยังไม่ถึงจุดหมายซักที บางคนก็เพิ่งเข้ามาร่วมเดินทางกับเรา และบางคนก็ยังคงเดินทางอยู่ในขบวนเดียวกันกับเรา ถึงแม้เราจะไม่เคยรู้จัก แต่เรารับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของคนคนนั้น</p>
<p>เมื่อเราอยู่ในวัยเรียนเรามีเพื่อน เรามีความทรงจำดี ๆ ด้วยกัน พอถึงเวลาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย โลกใบเก่าของเรากว้างขึ้น เราก็ต้องแยกจากกันไปตามทางแยกนั้นอีก ทิ้งไว้เพียงความทรงจำดี ๆ  แต่เพียงไม่นานเราก็ได้ผู้ร่วมทางใหม่ ๆ มานั่งบนเก้าอี้ที่ว่างตัวนั้น และพยายามแกล้งทำเป็นว่า เพื่อนร่วมทางที่มาใหม่นั้น สามารถทดแทนเพื่อนร่วมทางที่หายไปได้  เมื่อเรียนจบเราก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงาน เราก็ต้องแยกจากกันอีกตรงทางแยกนั้น แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตของเราอีกอยู่ดี</p>
<p><strong>เป็นอย่างนี้ไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่าเราพบกัน เพื่อรอวันลาจาก?</strong><strong></strong></p>
<p>นั่นเพราะเราทุกคนต่างมีจุดหมายหรือความฝันที่ตัวเองวาดไว้ เราอาจจำเป็นต้องแลกกับการจากลาเพื่อนร่วมทาง เพื่อก้าวไปตามทางที่เราตั้งเป้าไว้ หรือบางคนอาจละทิ้งจุดหมายหรือความฝัน เพียงเพื่อที่จะร่วมเดินทางสายนั้นกับใครบางคน</p>
<p>ถึงตอนนี้ เราเคยหยุดคิดบ้างไหม ว่ามีผู้ร่วมเดินทางในทางรถไฟสายที่เราเรียกว่าชีวิต กี่คน? มีคนแยกไปตามทางตัวเอง กี่คน? มีคนร่วมทางเข้ามาใหม่ กี่คน? มีใครบ้างที่สัญญาว่าจะร่วมทางไปกับเราตลอดไปแต่กลับเดินจากเราไป อาจารย์คนแรก เพื่อนสนิทที่สุดตอนประถม เพื่อนที่เคยขโมยยางลบเรา เพื่อนโดดเรียนกับเรา คนที่เราเคยแอบชอบ</p>
<p>คงมีไม่น้อยที่เราหลงลืมเพื่อนร่วมทางเหล่านั้นไปจากความทรงจำ และคงมีไม่น้อยที่หลงลืมเราเช่นกัน</p>
<p>มันคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าเราถูกใครบางคนนั้นลืมไปจากความทรงจำ และคงเศร้ายิ่งกว่าถ้าเรายังจำเค้าได้ไม่เคยลืม</p>
<p>ผมยังคงเชื่อว่า <strong>“จุดหมาย”</strong> ไม่ได้สำคัญไปกว่า <strong>“ระหว่างทาง”</strong> ฉะนั้นอย่าปล่อยให้จุดหมายมาทำให้สิ่งที่อยู่ระหว่างทางของเราด้อยค่าลง จนลืมเลือนมันไป เพราะจริง ๆ แล้วในการเดินทางบางครั้งเราใช้เวลาอยู่กับ “ระหว่างทาง” มากกว่า “จุดหมาย” ด้วยซ้ำไป</p>
<p><strong> “สถานีต่อไป จุดหมายของคุณ ท่านผู้โดยสารทีต้องการลงสถานีนี้ กรุณาร่ำลาผู้ร่วมทางของท่านให้เรียบร้อยก่อนลงจากขบวนรถ”</strong><strong></strong></p>
<p>สิ้นสุดเสียงประกาศของสถานีรถไฟ ผมเหลือบเห็นชายวัยกลางคนที่ขึ้นมาคนสุดท้าย ก้าวออกไปจากขบวนรถไฟของผม</p>
<p>…</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-16" title="รถไฟ" src="http://www.lomheman.com/wp-content/uploads/2009/10/IMG_0004.jpg" alt="รถไฟ" width="426" height="640" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomheman.com/2009/10/09/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%84%e0%b8%9f/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>14</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

